วันที่ 7 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาเชียงราย ตรวจวัดระดับน้ำในแม่น้ำโขงบริเวณหน้าที่ว่าการ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ว่าลึกประมาณ 2.09 เมตร ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับปกติเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา กระนั้นพบว่าระดับน้ำได้ลดลงกว่าเดิมจนเห็นหาดทรายและโขดหินเป็นบางจุดได้ชัด ทำให้เรือบรรทุกสินค้าและเรือโดยสารต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินเรือมากขึ้นกว่าเดิม แต่การเดินเรือยังคงเป็นไปตามปกติ
รายงานระบุว่า ระดับน้ำจากทางการจีนทั้งหมดเจ้าหน้าที่ไทยต้องสืบข่าวจากคนเดินเรือสินค้าในแม่น้ำโขงที่มาจากเรือสัญชาติจีนเท่านั้น เนื่องจากไม่มีการแจ้งข้อมูลอย่างเป็นทางการมาจากประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นผ่านทางคณะกรรมการประสานการดำเนินการตามความตกลงว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำ ล้านช้าง-แม่น้ำโขง (JCCCN หรือ Joint Committee on Coordination of Commercial Navigation on the Lancang-Mekong River) ที่ไทย จีน สปป.ลาว เมียนมา ฯลฯ ทำร่วมกันหรือคณะกรรมการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission:MRC) ทำให้การคาดการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำโขงยังคงเป็นปัญหาจนถึงปัจจุบัน กระนั้นทางเจ้าหน้าที่ไทยรวมทั้งภาคเอกชนคาดการณ์ว่าในปี 2559 นี้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงจะไม่แห้งเกินกว่า 1.50 เมตรจนใช้เพื่อการเดินเรือไม่ได้ เพราะทางการจีนได้มีการซ่อมแซมเขื่อนจิ่งหงเสร็จเรียบร้อยแล้วโดยสังเกตเห็นได้ชัดตั้งแต่ต้นปี 2558 ที่ดำเนินการแล้วเสร็จพบว่าระดับน้ำทรงตัวไม่ขึ้นลงมากอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งต้องปฏิบัติตามข้อตกลงการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำโขงตอนบน 4 ชาติ ที่ต้องเปิดให้มีการเดินเรือได้ตลอดทั้งปีและจีนมีผลประโยชน์จากกิจการขนส่งเดินเรือสินค้าในแม่น้ำโขงมากกว่าชาติอื่นๆ อีกด้วย
แหล่งข่าวจากกรมเจ้าท่ากล่าวว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ไทยได้รับข่าวการเปิดและปิดน้ำจากคนเดินเรือสินค้าจีนที่ได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่จีนอีกต่อหนึ่ง เมื่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้รับแจ้งให้เข้าไปดูเว็บไซต์ของ MRC แต่ปรากฏว่าข้อมูลก็ไม่ทันสมัยหรืออัพเดต ใช้วิเคราะห์ได้ยาก ทำให้ต้องหาทางหารือกันต่อไปเพราะสถานการณ์แม่น้ำโขงนั้นเป็นเรื่องที่ทางการไทยต้องรับทราบด้วยเพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยริมฝั่งรวมทั้งการขนส่งสินค้า อย่างกรณีล่าสุดทราบว่าประเทศจีนมีการสร้างท่าเรือแห่งใหม่ที่เมืองห้วยหานห่างจากท่าเรือจิ่งหงลงมาทางทิศใต้เล็กน้อย โดยเป็นท่าเรือสำหรับบรรทุกคอนเทนเนอร์ ก่อสร้างมาได้ 4-5 ปีแล้ว กระนั้นกลับพบว่าได้หยุดก่อสร้างไปอย่างกะทันหันได้ราว 2 ปีแล้ว ทำให้เราไม่ทราบความเคลื่อนไหวและจำเป็นต้องทราบเพื่อปรับตัวรองรับท่าเรือในส่วนของประเทศไทย แต่เมื่อไม่มีข่าวสารเรื่องนี้จึงต้องมีการสอบถามกันในโอกาสต่างๆ ซึ่งคณะเจ้าหน้าที่จีนจะเดินไปยัง จ.เชียงราย ซึ่งก็จะได้สอบถามความคืบหน้ากันในวันพรุ่งนี้ (8 มี.ค.)
นายประสาธน์ กิตินา ที่ปรึกษาหอการค้า จ.เชียงราย และนักธุรกิจ อ.เชียงแสน กล่าวว่า ตามปกติระดับน้ำที่ใช้เพื่อการเดินเรือสินค้าจีนจะกินน้ำลึก 1.20 เมตรขึ้นไป ส่วนเรือลาวกินน้ำลึกแค่ 1 เมตรก็เดินเรือได้แล้ว โดยเรือจีนมีระวางบรรทุกช่วงน้ำแห้งประมาณ 100-200 ตัน ส่วนเรือลาวประมาณ 100 ตัน ปกติคิดราคาค่าขนส่งกันกิโลกรัมละ 1-1.50 บาท เมื่อมีปัญหาน้ำแห้งหรือเป็นสินค้าที่ต้องใช้การขนส่งทางบกจะหันไปใช้ถนนอาร์สามเอไทย-สปป.ลาว-จีน ผ่านเข้าออกทาง อ.เชียงของ จ.เชียงราย คิดราคา กก.ละ 3-4 เมตรแทน ซึ่งการขนส่งสินค้าปีนี้คาดว่าจะไม่แห้งแล้งจนเดินเรือลำบากในฤดูแล้งโดยสังเกตได้จากเรือจีนที่ทยอยไปจอดเรียงรายรับส่งสินค้ากันเป็นจำนวนมาก นับตั้งแต่หยุดยาวช่วงเทศกาลตรุษจีนเป็นต้นมา
นอกจากนี้ รายงานข่าวจากสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาเชียงราย แจ้งว่าเดือน ม.ค.ที่ผ่านมามีเรือสินค้าเข้าเทียบท่า อ.เชียงแสน จำนวน 372 ลำ เป็นเรือจีน 8 ลำ เรือลาว 315 ลำ เรือเมียนมา 32 ลำ และเรือไทย 17 ลำ ต่อมาเดือน ก.พ.มีเรือเข้าเทียบท่า 901 ลำ เป็นเรือจีน 36 ลำ เรือลาว 805 ลำ เรือเมียนมา 38 ลำ และเรือไทย 22 ลำ ขณะที่ในปี 2558 ที่ผ่านมามีเรือสินค้าเข้าเทียบท่าเชียงแสนรวมกันทั้งหมดกว่า 13,482 ลำ โดยมีการค้ากับประเทศต่างๆ แยกเป็นการนำเข้ามูลค่า 669.71 ล้านบาท ส่งออก 15,814.42 ล้านบาท และเป็นสินค้าผ่านแดนอีกประมาณ 18,053.82 ล้านบาท สินค้าส่งออกส่วนใหญ่เป็นน้ำมันเชื้อเพลิง สินค้าอุปโภคบริโภค ฯลฯ ส่วนสินค้านำเข้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าทางการเกษตร ฯลฯ

