เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากที่มีข่าวพบเด็กหญิงจำนวนหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก มีอาการไม่พึงประสงค์หลังฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (เอชพีวี) นั้น จากการสอบสวนโรคเบื้องต้น แพทย์ประเมินอาการเบื้องต้นพบมี 4 ราย ส่งต่อโรงพยาบาล และแพทย์ในโรงพยาบาลทำการประเมินและสังเกตอาการ ก่อนให้ผู้ป่วย 3 รายกลับบ้านได้ ส่วนอีก 1 ราย รับการรักษาต่อในโรงพยาบาล ซึ่งผู้ป่วยรายนี้มีประวัติเป็นหอบหืด ก่อนรับวัคซีน 2 วัน ผู้ป่วยมีอาการไข้ ไอ มีน้ำมูก โดยปกติผู้ป่วยจะพ่นยาแก้หอบหืดทุกวัน เช้า-เย็น แต่ในวันที่รับวัคซีน ผู้ป่วยไม่ได้พ่นยามาจากบ้าน แพทย์วินิจฉัยว่าเกิดจากโรคประจำตัว (โรคหอบหืด)
นพ.เจษฏา กล่าวอีกว่า ล่าสุดผู้ป่วยรู้สึกตัวดี พูดคุยได้ปกติ แพทย์ยังคงให้รักษาตัวต่ออีก 1-2 วัน เพื่อสังเกตอาการและให้การรักษาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรค ได้มอบหมายให้สำนักงานป้องกันควบคุมโรค ที่ 2 พิษณุโลก ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก ติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าของเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ส่วนกรณีนักเรียนที่รอแล้วมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ลักษณะดังกล่าวเรียกว่าอุปทานหมู่ ซึ่งเกิดจากอาการวิตกกังวลและกลัวการฉีดวัคซีน ทั้งนี้ เหตุการณ์ลักษณะนี้พบได้บ่อย หากมีคนหนึ่งมีอาการผิดปกติ ก็สามารถกระตุ้นให้เด็กคนอื่นๆ มีอาการร่วมด้วย
นพ.พรศักดิ์ อยู่เจริญ ผู้อำนวยการกองโรคป้องกันด้วยวัคซีน กรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เบื้องต้นพบว่าเด็กนักเรียนหญิง 1 รายที่มีอาการแน่นหน้าอกนั้น มีโรคประจำตัวคือ หอบหืด ขณะนี้อาการดีขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม โดยปกติก่อนฉีดวัคซีนจะมีการซักถามว่า มีโรคประจำตัวอะไร ซึ่งจริงๆ การฉีดวัคซีนเอชพีวี ไม่ได้อันตราย อย่างโรคหอบหืดก็สามารถฉีดได้ เพียงแต่จะมีอาการหวาดวิตก หรือกังวลมากกว่า ส่วนที่รายอื่นๆอาจมาจากการปวดจากการฉีดวัคซีนและมีความวิตกกังวลเป็นทุนเดิมด้วย

“จริงๆ วัคซีนเอชพีวีไม่ได้มีความเสี่ยงจนต้องหวาดวิตก เพราะน้อยคนมากที่จะมีอาการแพ้วัคซีนชนิดนี้ เรียกว่าปีหนึ่งอาจพบได้แค่ 1-2 ครั้ง เกิดขึ้นไม่บ่อย อย่างผลข้างเคียงที่ชัดเจนคือ ภาวะเจ็บจากการฉีดวัคซีน คือจากเข็ม ซึ่งน้อยมาก 2-3 % แต่อาการปวดจากการฉีดวัคซีนจะมีความเสี่ยงมากกว่า เพราะวัคซีนชนิดนี้มีสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันทำให้ปวดมากได้ ซึ่งในคนไทยพบได้ประมาณ 20% แต่สำหรับต่างชาติจะพบมากกว่า 45% นอกนั้นไม่ได้มีอาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตแต่อย่างใด” นพ.พรศักดิ์ กล่าว และว่า ขอยืนยันว่า วัคซีนเอชพีวีมีความปลอดภัยสูง อย่าได้กังวล
ผู้สื่อข่าวถามว่าอาการแพ้วัคซีนเอชพีวีจะเหมือนกับการแพ้ไข่ในวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่หรือไม่ นพ.พรศักดิ์ กล่าวว่า อาการแพ้หรือไม่แพ้จะตอบยากมาก เพราะหากเด็กมีประวัติภูมิแพ้ก็อาจแพ้ได้ แต่ในกรณีของวัคซีนเอชพีวีแตกต่างจากวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากวัคซีนเอชพีวีไม่ได้ผลิตจากไข่ไก่ แต่มาจากการเพาะเซลล์ยีสต์ ซึ่งหากจะแพ้ก็มักจะเกิดจากการแพ้ยีสต์ โดยอาการแพ้จะเริ่มจากมีผื่นขึ้น ส่วนหากรุนแรงจะมีน้ำมูก หายใจไม่ค่อยออก อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องกังวล ทุกครั้งที่ออกหน่วยฉีดวัคซีนให้เด็กนักเรียนจะมีทีมแพทย์ฉุกเฉินคอยติดตามอยู่แล้ว เพื่อเป็นการช่วยเหลือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่แค่วัคซีนชนิดนี้ ปกติออกหน่วยแพทย์จะต้องมีทีมแพทย์ฉุกเฉินคอยประจำเตรียมพร้อมทุกครั้ง
ศ.นพ.ภิเศก ลุมพิกานนท์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โอกาสการแพ้วัคซีนชนิดนี้พบน้อยมาก ส่วนใหญ่มีแค่อาการแพ้แค่ปวด บวมแดง บริเวณรอบฉีดวัคซีน ซึ่งเรื่องนี้ต้องดูรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง โดยทางราชวิทยาลัยฯ จะติดตามกับทางกรมควบคุมโรคว่า สาเหตุเกิดจากอะไร เพราะองค์การอนามัยโลกให้การรับรองถึงเรื่องความปลอดภัยในการฉีด และต่างประเทศก็ฉีดเป็นสิบปีแล้ว ประเทศไทยแค่เพิ่งเริ่มฉีดเท่านั้น การแพ้ต้องพิจารณาว่าเด็กมีปัจจัยอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เพราะการคัดหลักเกณฑ์ในการฉีด ช่วงวัยที่ได้ผลดีที่สุด คือ เด็กประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งประเทศไทยมีเด็กกลุ่มนี้ถึง 4 แสนคน ฉีด 1 เข็ม และอีก 6 เดือนก็ฉีดอีก 1 เข็ม เทียบกับวัยอื่นต้องฉีดถึง 3 เข็ม จึงนับว่าได้ผลดีที่สุด การฉีดวัคซีน จะไม่เห็นผลเลยใน 5 แต่อีก 20 ปีจะเห็นผลแน่นอน เชื่อว่าจะลดอัตราการตายของหญิงไทยจากมะเร็งปากมดลูกเฉลี่ยปีละ 3,500 คนได้
อนึ่ง วัคซีนเอชพีวี นั้น เป็นวัคซีนเชื้อตายที่มีความปลอดภัย ส่วนอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการได้รับวัคซีนนั้นมักไม่รุนแรง อาการที่พบบ่อย ได้แก่ อาการปวด บวมแดง คัน ซึ่งเกิดบริเวณที่ฉีดวัคซีน บางรายอาจมีไข้ และปวดศีรษะ ส่วนอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงมีโอกาสพบได้แต่น้อยมาก อย่างไรก็ตาม หลังจากให้วัคซีนแล้วควรพักรอสังเกตอาการภายหลังได้รับวัคซีนอย่างน้อย 30 นาที หากพบผู้ป่วยที่มีอาการหรือมีความผิดปกติหลังได้รับวัคซีน เจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการจะได้ให้การดูแลเบื้องต้นและส่งต่อผู้ป่วยในกรณีที่มีอาการรุนแรงไปโรงพยาบาลต่อไป
ในการฉีดวัคซีนเอชพีวีครั้งนี้ เริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2560 นี้เป็นต้นไป โดยจะฉีดในเด็กหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งมีอยู่ประมาณ 4 แสนคนทั่วประเทศ การฉีดวัคซีนให้เด็กหญิงในช่วงอายุ 10–12 ปี จะมีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก เนื่องจากเป็นการป้องกันตั้งแต่ยังไม่ติดเชื้อเอชพีวี คือก่อนการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ดังนั้นการป้องกันตั้งแต่แรกจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะโรคมะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 ในผู้หญิงไทย และเมื่อมะเร็งอยู่ในระยะลุกลามแล้วจะมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างสูง หากประชาชนมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422

