เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 10 สิงหาคม นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติให้ความเห็นชอบให้นายเข็มชัย ชุติวงศ์ รองอัยการสูงสุด ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดตามที่คณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) มีมติ ให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดแทน ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด จะพ้นจากตำแหน่งในวันที่ 30 กันยายน 2560 นั้น เป็นการดำเนินการให้ความเห็นชอบตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในพ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 บัญญัติขึ้นภายหลังจากรัฐธรรมนูญปี 2550 บังคับใช้ จึงมีบทบัญญัติในส่วนของการแต่งตั้งอัยการสูงสุดที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 255 วรรค 3 ที่บัญญัติให้การแต่งตั้งและการให้อัยการสูงสุดพ้นจากตำแหน่งต้องเป็นไปตามมติของคณะกรรมการอัยการและได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วย แต่ในปัจจุบันนี้ รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้มีบทบัญญัติใดให้การแต่งตั้งและการให้อัยการสูงสุดพ้นจากตำแหน่งต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาเช่นที่รัฐธรรมนูญปี 2550 บัญญัติไว้ในมาตรา 255 วรรค 3 ดังกล่าว นอกจากนี้ ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 248 วรรค 3 ยังกำหนดให้มีกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิในส่วนที่ไม่เป็นหรือเคยเป็นพนักงานอัยการมาก่อนที่ได้รับเลือกจากพนักงานอัยการ เพียงจำนวน 2 คนเท่านั้น และไม่ได้กำหนดว่าจะต้องมาจากการเลือกโดยวุฒิสภาและแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี
นายธนกฤต กล่าวต่อว่า ฉะนั้นการที่รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้บัญญัติให้การแต่งตั้งและการให้อัยการสูงสุดพ้นจากตำแหน่งต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา เช่นที่รัฐธรรมนูญปี2550 เคยบัญญัติไว้ และไม่ได้บัญญัติให้กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิต้องได้รับเลือกจากวุฒิสภาและได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้องค์กรอัยการมีความเป็นอิสระและปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองเป็นสำคัญ ย่อมเป็นผลดีต่อองค์อัยการในการป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ดังนั้น เมื่อปัจจุบันนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 ถูกยกเลิกไปแล้ว และมีรัฐธรรมนูญปี 2560 มาบังคับใช้แทน จึงสมควรที่จะมีการปรับปรุงแก้ไขพ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว เพื่อให้การแต่งตั้งและการให้อัยการสูงสุดพ้นจากตำแหน่งไม่จำต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาอีกต่อไป
นายธนกฤต กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตามพ.ร.บ.ข้าราชการฝ่ายอัยการพ.ศ. 2553 มาตรา 18 วรรค 1 (4) กำหนดให้มีกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับเลือกจากวุฒิสภา 2 คน และคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกจำนวน1คน แต่ในเมื่อรัฐธรรมนูญปี2560 ไม่ได้มีบทบัญญัติบังคับให้กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นบุคคลภายนอกจะต้องมาจากการเลือกโดยวุฒิสภาและแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี แต่บัญญัติให้มีกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิในส่วนที่ไม่เป็นหรือเคยเป็นพนักงานอัยการมาก่อน จำนวน 2 คน และต้องได้รับเลือกจากพนักงานอัยการ ไม่ใช่มาจากการเลือกโดยวุฒิสภาและแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี ดังนั้น จึงควรที่จะมีการแก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการพ.ศ. 2553 ในส่วนที่บัญญัติให้มีกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับเลือกจากวุฒิสภาและได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี เช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อให้องค์กรอัยการ มีความเป็นอิสระและปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองสมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2560
นายธนกฤต กล่าวอีกว่า หากมีการแก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ จะเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับองค์ประกอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม และคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง ซึ่งตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 196 บัญญัติให้มีกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งไม่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการตุลาการจำนวนไม่เกิน2คน ซึ่งต้องได้รับเลือกจากข้าราชการตุลาการ โดยไม่ได้บัญญัติให้ต้องมาจากการเลือกโดยวุฒิสภาเช่นที่รัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 221 เคยบัญญัติไว้ และตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 198 บัญญัติให้มีกรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งไม่เป็นหรือเคยเป็นตุลาการในศาลปกครองจำนวนไม่เกิน 2 คน โดยต้องได้รับเลือกจากข้าราชการตุลาการศาลปกครอง กรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิจึงไม่ต้องมาจากการเลือกโดยวุฒิสภาและแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรีเช่นที่รัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 226 เคยบัญญัติไว้อีกต่อไปเช่นกัน

