เป็นอีกครั้งที่เสียงร้องเรียนผ่านสังคมโซเชียล ก่อให้เกิดการปรับปรุงแก้ไข กรณีเฟซบุ๊ก Piyabutr Saengkanokkul ของ ผศ.ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความรัวๆ พร้อมภาพคนรอคิวตรวจหนังสือเดินทางแน่นสนามบินดอนเมืองว่า มารับภริยาผมที่ดอนเมือง เธอส่งรูปมาให้ดู นี่คือการต่อแถวที่ ตม.ที่ทุเรศทุลักทุเลที่สุด นี่หรือประเทศที่มีรายได้อยู่ที่การท่องเที่ยวเป็นหลัก เธอประเมินว่าน่าจะ 2,000 คน และแถวไม่ขยับเลย ผมคิดว่าเธอคงเซ็งมาก เดินทางมาจากสิงคโปร์ จากสนามบินที่ดีที่สุดในโลก มาประเทศไทย สนามบินที่บริหารจัดการแย่ติดอันดับต้นๆ ของโลก เธออยู่มา และไปๆ มาๆ 8-9 ปี
เธอบอกผมว่า ประเทศไทยถอยลงไปเยอะจริงๆ ในทุกๆ เรื่อง ผมเห็นด้วย นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่าง ต่อจากนั้นโพสต์อีกว่า ภริยาผมส่งภาพล่าสุดมาให้ สองชั่วโมงผ่านไป การรอคิวที่ ตม.ของคนต่างชาติยังเป็นแบบเดิม แน่นจนขยับตัวไม่ได้ ขาดอากาศ หิวน้ำ ผมดูตารางเครื่องลง เดี๋ยวจะตามมาอีกหลายเที่ยวบิน แล้วมันก็จะอัดแน่นเข้ามาอีก เป็นคอขวด จนตอนนี้ยังไม่มีการแก้ไขใดๆ ทั้งสิ้น นี่คือประเทศที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก อวดอ้างโฆษณาชวนคนต่างชาติให้มาเที่ยว สุดยอดจริงๆ ครับ สื่อมวลชนช่วยทำข่าวหน่อยได้มั้ยครับ จนตอนนี้ 3 ชั่วโมงแล้ว ตม.ของคนต่างประเทศยังแน่นเหมือนเดิม แถวไม่ขยับ คนเริ่มขาดอากาศ หิวน้ำ เป็นลม เดี๋ยวจะมีเที่ยวบินอื่นลงตามมาอีก..
เจ้าหน้าที่ ตม.บอกผมว่า ปัญหาเกิดจากเครื่องบินลงพร้อมกันหลายเที่ยว ทางสนามบินไม่ประสานเรื่องช่องต่างๆ ไว้ ยิ่งมีทัวร์จีนมาเป็นร้อยๆ คน ก็ยิ่งอัดแน่น เธอบอกว่า เจ้าหน้าที่ ตม.พยายามทำดีที่สุดแล้ว เวลาผ่านไปนับตั้งแต่เครื่องบินลงจอดได้ 4 ชั่วโมงแล้ว ภริยาของผมยังคงติดอยู่ที่ ตม. และคนยังแน่นเหมือนเดิม 4 ชม. เราสามารถนั่งรถไฟจากปารีสไปนีซ 4 ชม. เราสามารถอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ หาความรู้ 4 ชม. เราสามารถดูหนังได้สองเรื่อง ดูโอเปร่าขนาดยาวได้ 1 เรื่องแบบมีเวลาเหลือ และเมื่อเวลาประมาณตีห้าเศษ ผศ.ปิยบุตรโพสต์อีกครั้งว่า ถึงบ้านเรียบร้อยรวมเวลาที่ต่อแถวผ่านด่าน ตม.ตั้งแต่เที่ยงคืน รวม 4 ชั่วโมง 20 นาที รวมเวลาที่ผมออกจากบ้านจนกลับมาถึงบ้าน 5 ชั่วโมง 40 นาที
กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เรียกร้องให้การท่าอากาศยานไทยและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ออกมาชี้แจง พร้อมกับการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น!! หลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเวลา 22.00 น. วันที่ 4 สิงหาคม มีเที่ยวบินดีเลย์ (ล่าช้า) 13 เที่ยวบิน รวมกับเที่ยวบินปกติในเวลาดังกล่าว 12 เที่ยวบิน ทำให้ช่วงเวลานั้นมีเที่ยวบินถึง 25 เที่ยว มีผู้โดยสารกว่า 9,000 คน ขณะที่มีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ปฏิบัติหน้าที่อยู่ 15 นาย จึงไม่เพียงพอต่อการบริการผู้เดินทาง ทาง ตม.ได้จัดเจ้าหน้าที่มาเพิ่มอีก 5 นาย แต่ก็ยังไม่เพียงพอ
ด้าน พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผู้บัญชาการตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องสุดวิสัยจริงๆ ตามปกติสนามบินดอนเมืองมีแค่ 21 ช่องตรวจ ไม่รวมช่องตรวจอัตโนมัติ รองรับการตรวจได้ 800-1,000 คน กรณีปกติการตรวจสอบขั้นตอนของ ตม. ต่อคนใช้เวลาคนละ 45 วินาทีไม่เกิน 1 นาทีต่อคน แต่เมื่อผู้โดยสารลงมาจำนวนมากหลายพันคนแน่นอนว่าต้องมีการรอคิว วันดังกล่าวเป็นช่วงวันศุกร์ต่อเนื่องวันเสาร์มีคนเดินทางมาจำนวนมาก ประกอบกับเที่ยวบินดีเลย์หลายเที่ยว
อย่างไรก็ดี หลังทราบเรื่องได้ประชุมกับการท่าอากาศยานไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เล็งเห็นว่าหากปล่อยไว้จะมีปัญหาอีก โดยการท่าฯจะขยายพื้นที่ออกไป รื้อกำแพงกั้น จะมีการเพิ่มช่องตรวจอีก 14 ช่องตรวจ รวมเป็น 35 ช่อง เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับผู้โดยสาร เนื่องจากในส่วนของอาคาร 1 สนามบินดอนเมือง ทางกายภาพยังไม่ได้รับการปรับปรุง พล.ต.ท.ณัฐธรเผยถึงแนวทางแก้ปัญหาว่า ในเวลาเร่งด่วน ทางที่ดีที่สุดคือเพิ่มกำลังพล ตม. โดยสั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการ ฝ่ายสืบสวน ในสังกัดรวม 100 นาย มาปฏิบัติหน้าที่โดยแบ่งกำลังเป็น 4 ชุด กระจายกำลังประจำจุดขาเข้า-ขาออก ตรวจวีซ่า ทรานซิต หมุนเวียนตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ จะให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจเอกสารภายในช่องคิวตรวจ เมื่อผู้โดยสารมาถึงหน้าช่องตรวจจะได้ไม่เสียเวลา ขณะที่การแก้ปัญหาระยะยาวได้ประกาศรับบุคคลภายนอก 300 คน มาประจำสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงใหม่ เป็นต้น ปัญหาสำคัญคือนักท่องเที่ยวเพิ่ม แต่เจ้าหน้าที่เพิ่มไม่ทัน ในช่วงที่มีเที่ยวบินลงจำนวนมาก พบว่าเจ้าหน้าที่ ตม.ต้องปฏิบัติหน้าที่นาน 5-6 ชั่วโมง ไม่สามารถลุกไปเข้าห้องน้ำได้ เนื่องจากหากลุกจากช่องตรวจแต่ละครั้งต้องปิดเครื่องเพื่อความปลอดภัย อย่างไรก็ดีเล็งเห็นว่าในช่วงนี้เป็นช่วงโลว์ซีซั่นแต่นักท่องเที่ยวยังเพิ่ม ขณะที่ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2559 เกิดปัญหาการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญผิดกฎหมาย ทำให้นักท่องเที่ยวลดลง แต่ปีนี้นักท่องเที่ยวกลับมาและมามากกว่าเดิม ถือเป็นความสำเร็จของรัฐบาลในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ผบช.สตม.กล่าว และว่า นอกจากนี้ ในอนาคตจะเริ่มใช้ช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ สำหรับนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงและสิงคโปร์ เป็นประเทศที่ไม่มีปัญหาด้านความมั่นคง
ส่วนเครื่องสแกนโครงหน้า หรือไบโอแมทริกซ์ ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตั้ง คาดว่าอีก 1 ปีเศษจะใช้ได้ โดยจะตรวจสอบว่าใบหน้าตรงกับรูปภาพในพาสปอร์ตหรือไม่ ทั้งหู ตา ตลอดจนตรวจสอบพาสปอร์ตปลอมด้วย เหล่านี้เป็นสเต็ปเพิ่มความเร็วในการตรวจพาสปอร์ต แก้ปัญหาผู้โดยสารแน่นสนามบินของ สตม. ขณะที่ด้านกายภาพ น.ท.สุธีรวัฒน์ สุวรรณวัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง เดินหน้าปรับพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก 523 ตารางเมตร เพื่อเพิ่มเคาน์เตอร์ตรวจคนเข้าเมืองอีก 14 ช่อง และสามารถจะรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอีก 1,000 คนต่อชั่วโมง รวมเป็น 2,000 คน ต่อชั่วโมง
โดยเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม เจ้าหน้าที่จะเข้ามาปรับพื้นที่ทันที และคาดว่าน่าจะใช้เวลาเคลียร์พื้นที่และติดตั้งเคาน์เตอร์แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 15 วัน ส่วนอาคารผู้โดยสารภายในประเทศหลังเดิมที่มีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสาร 11.5 ล้านคนต่อปีนั้น อยู่ระหว่างปรับปรุงให้เสร็จกลับมาใช้งานได้ภายในสิ้นปีนี้ และเตรียมปรับเพิ่มช่องตรวจคนเข้าเมืองให้มากขึ้นด้วย ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมืองระบุ

