อัยการ “ปรเมศวร์” โพสต์ 3ประเด็นศึกษา คดีไร่ส้ม “สรยุทธ สุทัศนะจินดา”

14.08.17 | 20:39 น.

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ผู้สื่อข้าวรายงาน เฟซบุ๊ก“ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม”ของนายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา โพสต์ข้อความระบุว่า “ก็เป็นอันว่าคดีบริษัท ไร่ส้ม จำกัด ในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ และใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอม ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญาเป็นผู้ฟ้องนั้น ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนยกฟ้องตามศาลชั้นต้นว่าเป็นการฟ้องซ้ำจำเลยทั้งสี่ในคดีหมายเลขดำที่ อ.๓๑๓/๒๕๕๘ ที่ศาลอาญามีคำพิพากษาไปแล้ว ซึ่งผมยังเห็นต่างกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๐ ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ เว้นแต่อัยการสูงสุดจะรับรองในฎีกาว่าข้อความที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญมีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกาไว้พิจารณาต่อไป ตามมาตรา ๒๒๑ ดังนั้นด้วยความเคารพคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ประกอบกับไม่ใช่หน้าที่ผมที่จะพิจารณาคดีนี้ จึงไม่ขอแสดงความคิดเห็นใดๆ ในคดีนี้

ส่วนคดีที่ศาลชั้นต้นจะอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในวันที่ ๒๙ สิงหาคมนี้ เป็นคดีแรกที่สอบสวนโดย ปปช. นั้น ผมยังมีข้อติดใจอยู่เพียงบางประเด็นที่กำลังศึกษาอยู่ จึงขอเล่าสู่กันฟังก่อนที่จะได้ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งไม่เป็นการโน้มน้าวศาลอุทธรณ์เพราะศาลอุทธรณ์พิจารณาเสร็จแล้ว และประเด็นที่จะกล่าวถึง นักกฎหมายและนักศึกษากฎหมายพึงใช้เป็นกรณีศึกษาอย่างยิ่ง กล่าวคือ

๑) คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า บริษัทไร่ส้มจ่ายเงินให้คุณพิชชาภา พนักงานจัดทำคิวโฆษณาของ อสมท. จริง แต่บริษัทไร่ส้มต่อสู้ว่าเป็นการจ่าย “ค่าตอบแทนในการทำงาน” ให้บริษัทไร่ส้มตามวิธีปฏิบัติในทางธุรกิจ “มิใช่การให้สินบน” แต่อย่างใด เพราะบริษัทไร่ส้มฯ ไม่ทราบว่า อสมท. มีระเบียบห้ามพนักงาน อสมท. รับงานจากบุคคลนอกจากการปฏิบัติหน้าที่ กล่าวคือ เมื่อฝ่ายการตลาดของบริษัทไร่ส้มที่รับผิดชอบในการจัดหาผู้สนับสนุนรายการจัดส่งคิวรายการโฆษณาไปให้ อสมท. ฝ่ายการตลาดของบริษัทไร้ส้มได้ว่าจ้างตุณพิชชาภาประสานงานกับลูกค้าที่ลงโฆษณาเพื่อให้ทราบรายการโฆษณาเป็นด้วยความเรียบร้อย และเมื่อลูกค้าจ่ายเงินค่าโฆษณามาให้บริษัทไร่ส้ม บริษัทไร่ส้มก็จะสั่งจ่ายเช็คเป็นค่าตอบแทนให้คุณพิชชาภาโดยมี “การหักภาษี ณ ที่จ่าย” ส่งสรรพากรตามที่กฎหมายกำหนด และมีการบันทึกบัญชีของบริษัท พร้อมมีการบันทึกบัญชีแสดงรายการค่าใช้จ่ายครบถ้วนในงบดุลประจำปี ซึ่งหากตั้งใจทำการทุจริตก็ไม่น่าจะทิ้งร่องรอยขนาดนี้ ผมว่ามันแปลกและผิดวิสัยของการกระทำความผิด

๒) คดีมีข้อต่อสู้ของบริษัทไร่ส้มอีกว่า บริษัทไร่ส้มส่งรายการโฆษณาตามความเป็นจริงทุกอย่างและกระบวนการจัดทำคิวโฆษณาเป็นเรื่องของ อสมท.เองทั้งหมด และทำอย่างเปิดเผยตรวจสอบได้ตลอดเวลา แต่ อสมท. ไม่เคยเรียกเก็บค่าโฆษณาส่วนเกินเวลาในแต่ละเดือนและและไม่เคยแย้งให้บริษัทไร้ส้มทราบมาก่อนเลย แต่ต่อมาเมื่อมีการตรวจสอบในภายหลัง ก็มีการเรียกเก็บย้อนหลังจากบริษัทไร่ส้มที่เดียวทั้งหมด ซึ่งในที่สุดบริษัทไร่ส้มก็จ่ายจนครบ การกระทำของบริษัทเป็นการกระทำโดยสุจริต เป็นเพียงการผิดสัญญามิใช่การทุจริต ประเด็นนี้ก็น่าสนใจ

๓) ประเด็นทีน่าสนใจในประการต่อมา การจ่ายเงินของบริษัทไร้ส้มให้คุณพิชชาภา มีจำนวนเงินเป็นเศษสตางค์อยู่ด้วย เช่น ๗,๖๘๔.๒๕ บาท (ตัวอย่างเป็นตัวเลขสมมุติ) ซึ่งผมยังสงสัยว่าทำไม่ต้องเศษ เพราะคดีที่กินสินบาทคาดสินบนมักจะจ่ายกันเป็นตัวเลขกลมๆ เช่น ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ผมไม่เคยเห็นคดีที่จ่ายเป็นเศษสตางค์อย่างนี้ และมาทราบว่าที่เป็นอย่างนั้น ก็ตอนที่บริษัทไร้ส้มอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่ามีการหักภาษี ณ ที่จ่ายดังกล่าวมาแล้ว อีกทั้งจำนวนเงินตามเช็คที่จ่ายไม่สามารถคิดคำนวณให้สัมพันธ์กับจำนวนเวลาโฆษณาที่เกิดได้เลยด้วย

Advertisement

สรุป หากได้มีการวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวข้างต้น ก็อาจเป็นไปได้ที่ศาลอาจพิพากษายกฟ้องเพราะมีเหตุอันควรสงสัยตามประมวลกฎหมาวิธีพิจารณา มาตรา ๒๒๗ ซึ่งบัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงอย่าลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริง และจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย หรือถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดก็ดี การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดก็ดี ศาลก็จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ให้ปล่อยจำเลยไป ตามประมวลกฎหมาวิธีพิจารณา มาตรา ๑๘๕ แต่หากศาลอุทธรณ์เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็อาจพิพากษายืนตามเดิม ซึ่งถือเป็นคดีตัวอย่างที่น่าสนใจในปัญหาข้อเท็จจริงอย่างยิ่ง มิใช่น่าสนใจเพราะจำเลยเป็นใคร โดยเฉพาะ “คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา” ว่ากันทีจริงก็คุ้นเคยกันพอสมควร เคยไปออกรายการกันหลายครั้ง แต่งานคืองาน หน้าที่คือหน้าที่ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับคุณสรยุทธยังเหมือนเดิม ดังนั้นเรามาติดตามผลคดีนี้กันต่อไปว่าผลจะเป็นอย่างไร