ตามที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีข้าราชการลวนลามและกระทำอนาจารลูกจ้างสาวถึง 4 คนด้วยกัน โดยมีคลิปวีดิโอเป็นหลักฐานเข้าแจ้งความเมื่อช่วงที่ผ่านมา ปรากฏว่าข้าราชการชายคนดังกล่าวยังไม่เข้ามาให้ข้อมูลกับคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง โดยระบุว่ายังไม่พร้อม กระทั้งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขประกาศชัดภายในวันที่ 18 สิงหาคมนี้หากไม่เข้ามาถือว่าไม่แสดงความประสงค์แก้ข้อกล่าวหาและจะสรุปผลการสืบสวน ขณะเดียวกันกับมีกระแสข่าวว่ามีการล็อบบี้ลูกจ้างสาวให้ถอนแจ้งความด้วยนั้น
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่า เป็นสิ่งที่เป็นห่วงมาตลอด เนื่องจากเหตุการณ์ที่ผู้หญิงถูกคุกคามและมักถูกล็อบบี้ให้ยอมความมีอยู่เรื่อยๆ ปัญหาคือ กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานรัฐ ไม่ควรให้มีเหตุการณ์ลักษณะนี้ และทราบมาว่าผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะปลัด สธ. มีความเป็นห่วงเรื่องนี้มาก เพราะภาพที่ออกมาเป็นภาพชายดังกล่าวสวมชุดข้าราชการ กระทำการอนาจารซึ่งทำให้เสื่อมเสียระบบ ขณะที่รัฐบาลก็ประกาศตลอดว่าข้าราชการต้องเป็นแบบอย่างที่ดี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในกระทรวงฯกลับสวนทางกัน ดังนั้น ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขต้องเดินหน้าเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด และตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงว่า สรุปมีการล็อบบี้จริงหรือไม่ และหากจริง ใครที่เป็นผู้เข้าไปคุยกับลูกจ้างให้ถอนแจ้งความ กระทรวงฯ ต้องจัดการให้โปร่งใสและเป็นธรรมที่สุด เพราะสังคมกำลังจับตาอยู่ว่าตกลงจะมีความเป็นกลางจริงหรือไม่
“ผมมองว่าถึงเวลาแล้วที่เคยเรียกร้องไปว่า กระบวนการตรวจสอบต้องมีองค์กรที่เป็นกลางเข้าไปตรวจสอบด้วย อย่างหากตั้งคณะกรรมการสอบวินัย ก็ต้องดึงภาคส่วนต่างๆ อย่างกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรือ พม. เพราะมีพ.ร.บ.ความเสมอภาคระหว่างเพศ ต้องเอามาจัดการให้ได้ ดังนั้น คนที่จะมาสอบวินัยต้องโปร่งใสจริงๆ เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหา และขณะนี้ทางมูลนิธิฯ กำลังรอจะขอยื่นหนังสือต่อปลัดกระทรวงฯ แต่ตอนนี้ยังไม่รับนัดเข้ามาเลย” นายจะเด็จกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีมีคนมองว่าเพราะอะไรลูกจ้างสาวจึงเพิ่งมาแจ้งความ เพราะถูกกระทำมาตั้งแต่ปี 2557 นายจะเด็จ กล่าวว่า ต้องมองว่าผู้หญิงไม่เหมือนกับผู้ชาย และยิ่งเป็นลูกจ้าง ประกอบกับถูกข่มขู่ว่า อาจถูกไม่ต่อสัญญาจ้างด้วยแล้ว พวกเขามีภาระทางครอบครัว เป็นผู้หญิง รวมทั้งคนที่ทำเป็นข้าราชการ ซึ่งหญิงที่ถูกกระทำก็อาจกังวลได้ว่า หากร้องเรียนไปในระบบราชการจะมีการช่วยเหลือกันหรือไม่ และเรื่องเพิ่งจะมาปูดตอนนี้เพราะพวกผู้หญิงเขาทนไม่ได้แล้ว เราต้องคิดถึงใจเขาใจเราด้วย ดังนั้น เมื่อเกิดเรื่องแล้วก็ต้องดำเนินการตรวจสอบและเอาผิดผู้กระทำผิดให้ได้ รวมทั้งตนสงสัยว่าผู้บังคับบัญชาของข้าราชการชายคนนี้ รู้เรื่องหรือไม่ จริงๆคณะกรรมการฯต้องตรวจสอบด้วย เนื่องจากเรื่องเกิดตั้งแต่ปี 2557 ก็ต้องทราบเรื่องอยู่แล้ว แต่เพราะสาเหตุใดถึงไม่มีการตรวจสอบเรื่องนี้ จริงๆ คณะกรรมการฯไม่ต้องรอให้ลูกจ้างสาวพาดพิงถึง แต่โดยหน้าที่ต้องตรวจสอบ ตนถึงพูดว่า ควรมีองค์กรที่เป็นกลางเข้ามา เพราะหากเป็นคนในกระทรวง เป็นข้าราชการด้วยกัน จะรับประกันได้หรือไม่ว่าจะโปร่งใสและเป็นธรรมจริงๆ
“ขอย้ำว่าก่อนอื่นต้องตรวจสอบให้ได้ก่อนว่ามีคนล็อบบี้จริงหรือไม่ และหากจริงเป็นใคร รวมทั้งเรื่องนี้มีใครเกี่ยวข้อง และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่อย่างไร เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลก็ให้ความสำคัญในเรื่องความเป็นข้าราชการ ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขต้องเอาผิดคนกระทำผิดให้ได้ เพื่อเป็นแบบอย่างว่าข้าราชการที่ผิดก็ต้องถูกลงโทษจะได้ไม่กล้าทำอีก ขณะที่ข้าราชการที่ดีก็มีการเชิดชูกันก็ว่ากันไป” นายจะเด็จ กล่าว

