ฝากขัง ‘จ่าต้อย-จ่ายักษ์’ สห.นอกราชการ แก๊งอุ้มรีด ไร้ญาติยื่นประกัน ส่งนอนเรือนจำ

17.08.17 | 16:52 น.

จากกรณี พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ. พ.ต.อ.นิติธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ. พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท. พ.ต.อ.จักรเพชร เพชรพลอยนิล ผกก.กองบังคับการสายตรวจ พ.ต.อ.ศรายุทธ จุณณวัตต์ พ.ต.ท.ทัสสุมิ ยอดประทุมวัน รอง ผกก.สส. ฝ่ายสืบสวน สน.โคกคราม และตำรวจ บก.สปพ. ร่วมกันจับกุม พล.ต.จรูญ อำภา สังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย พ.ต.ต.ณัฐกฤษต์ ยุทยา พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. นายโอภาส ศรียา และนายโก๊ะ เต็ก ชวน ชาวสิงคโปร์ และทหารกรมสารวัตรทหารเรือประจำกองทัพไทย 4 ราย ประกอบด้วย จ.อ.เสาวเดช ศักดิ์กิตตินันท์ จ.อ.อภิวัฒน์ ศรีนะพรม จ.อ.เทพพิทักษ์ รัดทะนี และ จ.อ.ทรงวุฒิ เที่ยงธรรม หลังจากร่วมกันตั้งเป็นแก๊งอุ้มเรียกค่าไถ่นายสุรชัย แซ่ย่าง ประธานบริษัท คันต้า กรุ๊ป ไทยแลนด์ จำกัด ทำธุรกิจสายการบิน และนายทรงศักดิ์ วิโรจน์ถาวรกิจ ผู้จัดการบริษัท เป็นเงิน 20 ล้านบาท แต่ญาติขอต่อรองเหลือ 2 ล้านบาท โอนเงินไปให้แก๊งคนร้ายแล้วนายสุรชัยจึงถูกปล่อยตัวมา เหตุเกิดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ต่อมาพนักงานสอบสวนให้ประกันตัว พล.ต.จรูญ และทหารกรมสารวัตรทหารเรือประจำกองทัพไทย 4 ราย ขณะที่ศาลให้ประกันตัว พ.ต.ท.ณัฐกฤษต์ และนายโก๊ะ เต็ก ชวน ชาวสิงคโปร์ ส่วนนายโอภาสไม่มีหลักทรัพย์ยื่นประกันตัว จึงถูกคุมตัวไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีผู้ต้องหาที่หลบหนีอีก 2 คน ทราบชื่อนายอุทิศ หรือจ่ายักษ์ ก่อแก้ว และนายฐิติกร หรือจ่าต้อย ชื่นอุรา โดยนายฐิติกรเข้ามอบตัวในเวลาต่อมา ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายจับชายใส่หมวกแก๊ปสีเขียว ทราบชื่อเล่นเสี่ยหนุ่มเป็นผู้ต้องหา 11 คน และล่าสุดออกหมายจับคนขับรถเพิ่มอีก 1 ราย เป็นผู้ต้องหารายที่ 12 นอกจากนี้ยังจับกุมนายอุทิศได้เมื่อเช้ามืดวันที่ 16 สิงหาคมนั้น

ล่าสุด เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 17 สิงหาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ร.ต.อ.วิทยา คงทอง พนักงานสอบสวน สน.โคกคราม นำตัวนายฐิติกร หรือจ่าต้อย ชื่นอุรา อายุ 37 ปี ชาว จ.บุรีรัมย์ และนายอุทิศ หรือจ่ายักษ์ ก่อแก้ว อายุ 50 ปี ชาว กทม. สารวัตรทหารนอกราชการ ผู้ต้องหาที่ 1-2 ร่วมแก๊งอุ้มรีดทรัพย์นักธุรกิจท่องเที่ยว ในข้อหาร่วมกันกระทำการอันเป็นสมาชิกอั้งยี่, ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สิน โดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป, ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น และร่วมกันเข้าไปรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น โดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป การกระทำของผู้ต้องหาทั้งสองเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209, 309 วรรคสอง, 310, 310 ทวิ, 337, 362, 365 (2) ประกอบกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาขออำนาจศาลฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม-28 สิงหาคม ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาที่ 1-2 ให้การภาคเสธ

คำร้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม เวลากลางวัน ขณะที่นายทรงศักดิ์ วิโรจน์ถาวรกิจ และนายสุรชัย แซ่ย่าง กำลังทำงานอยู่ที่บริษัท คันต้า กรุ๊ป ไทยแลนด์ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 68 ซอยนวลจันทร์ 34 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม เป็นบริษัทของนายสุรชัย ผู้เสียหาย มีนายฐิติกร ผู้ต้องหาที่ 1 แต่งกายเป็นเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ สังกัด กอ.รมน.พร้อมพวก แต่งชุดลายพรางทหารบก รวมประมาณ 10 คน มีนายอุทิศ ผู้ต้องหาที่ 2 รวมอยู่ด้วย บุกรุกเข้าไปในบริษัทฯ และเจอตัวนายทรงศักดิ์ จึงให้พาไปพบนายสุรชัยที่อยู่ในห้องทำงาน จากนั้นกลุ่มคนดังกล่าวจึงนำเอกสารที่อ้างว่าได้ตรวจสอบประวัตินายสุรชัยมาแล้วว่าเป็นบุคคลต่างด้าวสวมบัตรประชาชนปลอม โดยผู้ต้องหาที่ 1-2 บอกว่าจะพาไปพบ “นาย” ซึ่งหมายถึง พล.ต.จรูญ อำภา สังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย จากนั้นทั้งหมดจึงบังคับให้นายทรงศักดิ์และนายสุรชัยขึ้นรถยนต์เดินทางไปที่โรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา เมื่อไปถึงทั้งหมดพบกับ พล.ต.จรูญ และบอกว่านายสุรชัยเป็นบุคคลสวมบัตรประจำตัวประชาชน จากนั้น พล.ต.จรูญจึงสอบถามนายสุรชัยว่าทำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมจริงหรือไม่ หากทำจริงก็ให้รับมา และให้แก้ไขให้ถูกต้อง ให้ทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ไป พูดเสร็จแล้ว พล.ต.จรูญก็เดินออกไป จากนั้นผู้ต้องหาทั้งหมดกับพวกได้บังคับข่มขู่เรียกเอาเงินจากนายสุรชัย เพื่อแลกกับการไม่ถูกจับกุมดำเนินคดี เนื่องจากกลัวว่าจะถูกจับกุมตัวส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้สูญเสียอิสรภาพ นายสุรชัยจึงมอบเงิน 1 ล้านบาทให้แก่กลุ่มผู้ต้องหากับพวกไป และวันที่ 17 กรกฎาคม ได้โอนเงินเข้าบัญชีนายโอภาส ศรียา 1 ในผู้ต้องหาอีก 1 ล้านบาท กระทั่งผู้ต้องหาทั้งสองถูกจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ จากการสืบสวน ทราบว่าก่อนลงมือก่อเหตุ กลุ่มผู้ต้องหามาดูลาดเลาสถานที่เกิดเหตุ ร่วมกันประชุมวางแผน แบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน เหตุเกิดที่บริษัท คันต้า กรุ๊ป ไทยแลนด์ จำกัด เลขที่ 68 ซอยนวลจันทร์ 34 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กทม.

Advertisement

พนักงานสอบสวนได้สอบสวนผู้ต้องหาจะครบ 48 ชั่วโมงแล้ว แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น จะต้องรอสอบปากคำพยานอีก 5 ปาก, รอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องหาจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร ด้วยความจำเป็นดังกล่าวจึงขออำนาจศาลฝากขัง ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตตามคำร้อง

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ไม่มีญาติผู้ต้องหายื่นคำร้องหรือหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงได้ควบคุมตัวไปฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ