เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่กระทรวงยุติธรรม นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส) กล่าวถึงกรณีคณะอนุกรรมการวิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมเมทแอมเฟตามีน เห็นชอบผ่อนปรน พืชกระท่อม นำไปใช้ในวิถีชาวบ้านได้ ว่า เรื่องดังกล่าวคณะอนุกรรมการฯจะเสนอรายงานความเห็นของที่ประชุม ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ( ศอ.ปส.) เพื่อส่งเรื่องไปยังกระทรวงสาธารณสุข เพื่อรับทราบความเห็นของที่ประชุมในเรื่องดังกล่าว จากนั้นต้องเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี ตอนนี้พืชเสพติด อย่างกัญชง ดำเนินการเรียบร้อย อนุญาตให้ปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ ยังเหลือกัญชา อยู่ระหว่างการเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อเสนอไปยังกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้มีความเห็นว่าการมีไว้ครอบครอง หรือวิจัยในการทางแพทย์ เป็นไปได้หรือไม่ เพื่อความสะดวกในการวิจัย หรือทดลองทางกาารแพทย์ เพราะตอนนี้มีข้อความขัดแย้ง บางคนบอกใช้ได้บางคนบอกไม่ได้ แต่เพื่อความบันเทิงเหมือนต่างประเทศไม่ได้
นายศิรินทร์ยา กล่าวอีกว่า สำหรับกระท่อมที่มีข้องเสนอแนะจากทางการกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการปลูกนั้น เพื่อใช้ในวิถีชาวบ้าน นั้น ตอนนี้มอบหมายให้สถาบันสำรวจพืชเสพติดของป.ป.ส. ไปศึกษาประกอบกับข้อมูลจากองค์การอาหารและยา(อย.).เพื่อหาข้อสรุปว่าการอนุญาตให้เคี้ยวตามวิถีชาวบ้านได้นั้นต้องใช้เคี้ยวปริมาณเท่าไหร่ ครอบครองแค่ไหนเหมาะสม บ้านหนึ่งหลังต้องกี่ต้น 1 ต้น หรือ 2 ต้น หรือจำนวนเท่าไหร่ถึงเหมาะสม กำลังอยู่ระหว่างศึกษา แต่การพกพาออกมาจากบ้าน ไม่น่าจะได้ เพราะหากมีการกำหนดจำนวนกี่ใบเพื่อการพกพา ก็จะเกิดกรณีพกจำนวนน้อย แต่เอามารวมกันๆ แต่ถ้าพบว่าเอาไปต้มสังเคราะห์เมื่อไหร่ผิดแน่นนอน
จากข้อมูลของทางการประเทศมาเลเซียที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับป.ป.ส.ประเทศไทยพบว่าประเทศมาเลเซียปลูกกระท่อมได้ แต่กฎหมายบอกว่าห้ามเคี้ยว ซึ่งต่างจากประเทศไทยห้ามปลูก ดังนั้นจึงพบว่าปี2560 ทางการประเทศมาเลเซีย จับใบกระท่อมเตรียมลักลอบเข้าประเทศไทย ประมาณ19 ตัน

ด้านนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ( ศอ.ปส.) ครั้งที่ 1 ว่า วันนี้ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนงานโครงการด้านบูรณาการและปราบปรามยาเสพติดในปี 2561 ซึ่งจะเป็นไปตามแนวทางที่ได้นำเสนอคณะกรรมาธิการงบประมาณทั้งนี้เรื่องการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเราจะดำเนินการไปทั้งในมิติการป้องกัน การปราบปรามและการบำบัดรักษาและปีนี้จะยังยึดแนวทางและหลักการเดิมอยู่
“ได้ให้เลขาศอ.ปส. ไปทบทวนกลไกลในการที่จะขับเคลื่อนงานของศอ.ปส.เพื่อทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งในเรื่องการดำเนินการ การป้องกันปราบปรามและการบำบัดรักษา รวมทั้งการเชื่อมโยงไปในโครงการคืนคนดีสู่สังคมของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งปัจจุบันนี้มีผู้ต้องขังส่วนใหญ่ต้องโทษในคดียาเสพติด” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าว
นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า นอกจากนี้นโยบายหลักของกระทรวงยุติธรรมจากนี้เป็นต้นไปจะเน้นเรื่องการลงไปให้บริการพี่น้องประชาชนในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น การป้องกันยาเสพติด การสร้างชุมชนเข้มแข็ง และการใช้พลังประชารัฐในการสร้างความปลอดภัยด้านยาเสพติดในพื้นที่ชุมชนจนถึงระดับหมู่บ้านและชุมชนเพราะถือว่าอยู่ในแผนงานที่สำคัญเพราะจะเร่งรัดขับเคลื่อนต่อไป ตนจะลงพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อสร้างมาตรการในชุมชนลดการแผ่ระบาดของยาเสพติดในชุมชนให้ได้
นายสุวพันธุ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้การผลิตยาเสพติดยังเป็นปัญหาในการปราบปรามแหล่งผลิต เพราะฉะนั้นการผลิตจะมีประสิทธิภาพและศักยภาพอยู่ ฉะนั้นสิ่งที่จะต้องทำคือลดศักยภาพของการผลิต แต่ขณะเดียวกันต้องมารับภาระเรื่องตรงกลางทางคือการจับกุมจำนวนมากเป็นเพราะว่าจำนวนยาเสพติดที่ผลิตมีจำนวนมากถูกส่งลงไปและรับเข้ามาเพื่อส่งผ่านไปที่อื่น ทำให้การจับกุมมีมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นต้องเพิ่มความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและหน่วยป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของประเทศเพื่อนในเรื่องของการดำเนินการหยุดยั้งต้นทางการผลิต ขณะเดียวกันเราต้องร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านตรงกลางทางเพื่อปราบปรามการขนส่ง การจำหน่ายและการปราบปรามการพักรอ เพื่อเตรียมส่งต่อไปที่อื่น อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าขณะนี้ตำรวจมีการจับกุมยาเสพติดล็อตใหญ่ๆเพิ่มมากขึ้นเพราะมีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้นทั้งภายในและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม จำนวนยาเสพติดที่มากขึ้น ตลาดผู้เสพก็ยังมีอยู่ ซึ่งประเทศไทยเป็นทางผ่านที่จะส่งยาเสพติดไปยังที่อื่นด้วยเพราะฉะนั้นสิ่งที่มันสะท้อนคือความต้องการในภาพใหญ่ของทั้งโลกยังมีอยู่ หน้าที่ของเราคือต้องหยุดผู้ส่งยาเสพติดให้ได้ และการลดจำนวนของผู้เสพมันอยู่ในแผนงานการบำบัดรักษาซึ่งเรามีตัวชี้วัดที่ชัดเราต้องผ่านตัวชี้วัดตามที่กพร.และสำนักงบประมาณกำหนดไว้ซึ่งเราต้องทำงานให้ดี

