ยกฟ้องขอถอนสัมปทานปิโตรเลียม เหตุรมว.พลังงานยกเลิกแล้ว ศาลชี้อนาคตไม่ผ่าน EIA ฟ้องอีกได้

8.03.16 | 17:13 น.

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ที่ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ นางอังคณา เสาธงทอง ตุลาการศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวนและองค์คณะ มีคำพิพากษายกฟ้อง คดีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน , สมาคมองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กับประชาชนผู้ใช้พลังงาน รวม 26 ราย ยื่นฟ้อง คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ , รมว.พลังงาน และอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-3 เรื่องกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีเห็นชอบให้กำหนดเขตพื้นที่สัมปทานปิโตรเลียม และเปิดรับการยื่นเรื่องขอรับสัมปทานปิโตรเลียม ทั้งบนบก – ในทะเลไทย 29 แปลง โดยขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และเอื้อประโยชน์ ให้ผู้ประกอบการเอกชนและบริษัทต่างชาติ

ผู้ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนประกาศกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เรื่องเขตพื้นที่แปลงสำรวจปิโตรเลียมทั้งบนบก – ในทะเลอ่าวไทย ที่เปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ลงวันที่ 30 กันยายน 2557 , ให้ระงับกระบวนการอนุญาต การให้ความเห็นชอบให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รอบที่ 21 ตามประกาศกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ , ให้ดำเนินการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ทั่วถึงก่อนที่จะเปิดให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 และให้ผู้ถูกฟ้องทั้งสาม ปฏิบัติตามขั้นตอน หรือรูปแบบต่างๆตามกฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ว่าด้วยสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านพลังงาน ให้เสร็จสิ้นก่อน

โดยศาลพิเคราะห์ข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า ภายหลัง อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ผู้ถูกฟ้องที่ 3 ออกประกาศกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เรื่องเขตพื้นที่แปลงสำรวจฯ ลงวันที่ 30 กันยายน 2557 แล้ว ต่อมาคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ได้มีประกาศกระทรวงพลังงาน เรื่องการยื่นคำขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมฯ ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2557

อย่างไรก็ดีระหว่างพิจารณา รมว.พลังงาน ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ได้ออกประกาศกระทรวงพลังงาน เรื่องยกเลิกประกาศการยื่นคำขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมฯ ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 ยกเลิกประกาศกระทรวงพลังงานเรื่องการยื่นคำขอสิทธิสำรวจฯ ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2557 และประกาศที่แก้ไขเพิ่มเติมทั้งหมดดังกล่าวนับแต่วันประกาศดังกล่าวเป็นต้นไป มีผลทำให้ประกาศการยื่นคำขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ฯ ครั้งที่ 21 นั้นเป็นอันสิ้นผลไป และจากคำให้การของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ว่า ยังไม่มีผู้ยื่นคำขอสิทธิสำรวจ ฯ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ยังไม่มีผู้ใดได้รับสิทธิในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ครั้งที่ 21 ที่จะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จึงไม่มีกรณีที่ศาลจะต้องวินิจฉัยอีก

แต่หากอนาคตผู้ถูกฟ้องทั้งสาม ได้รับผู้สัมปทานครั้งที่ 21 แล้ว ผู้ถูกฟ้อง หรือผู้รับสัมปทานไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามข้อกำหนด หลักเกณฑ์ เงื่อนไขที่กำหนด ก็ไม่ตัดสิทธิที่ผู้ฟ้องทั้ง 26 ราย จะนำคดีมาฟ้องศาลปกครอง ตามเงื่อนไขของการฟ้องได้อีก

Advertisement

ส่วนที่ผู้ฟ้อง อ้างว่า ระบบแบ่งปันผลผลิต จะเป็นระบบที่ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์มากกว่า การใช้ระบบสัมปทาน นั้น ศาลเห็นว่า การกำหนดจะใช้ระบบใด เป็นเรื่องการบริหารจัดการปิโตรเลียม เป็นการใช้อำนาจทางการบริหารของหน่วยงานของรัฐในทางนโยบาย ไม่ใช่การใช้อำนาจทางปกครองที่ศาลจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542

อย่างไรก็ดี ศาลเห็นว่า การใช้พลังงานของประเทศเพื่อการพัฒนาประเทศในทางเศรษฐกิจและสังคม โดยการจัดหาพลังงานให้มีความพร้อมใช้อย่างเพียงพอทั่วถึงอย่างต่อเนื่อง ในราคาที่เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็น กระนั้นก็ตามในภายภาคหน้าหากมีผู้ได้รับสัมปทานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแล้ว การจะดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องและผู้ได้รับสัมปทาน จะต้องปฏิบัติให้เป็นไประเบียบ กฎเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมซึ่งจะสมบูรณ์ได้จะต้องให้ประชาชนมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการยอมรับโครงการหรือกิจการนั้นๆ ด้วย เพราะประชาชนในท้องถิ่นจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบจากโครงการหรือกิจการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้โครงการหรือกิจการเป็นไปอย่างสมดุลระหว่างประโยชน์สาธารณะ กับสิทธิของบุคคล อันหมายถึงการตระหนักถึงผลประโยชน์ของรัฐอย่างสูงสุด ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของประชาชน