เปิด ‘5 ลักษณะล่วงละเมิด-คุกคามทางเพศ’ พฤติการณ์ต้องห้ามขรก.ไทย

21.08.17 | 15:28 น.
แฟ้มภาพ

หลังจากประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กรณีข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สป.สธ.) ลวนลามและกระทำอนาจารลูกจ้างสาว จนมีการถ่ายคลิปวิดีโอและเข้าแจ้งความดำเนินคดี ขณะเดียวกันได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง พร้อมทั้งสอบสวนหาบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยต่อไป จึงเกิดคำถามว่า ประเด็นในเรื่องของการล่วงละเมิดและคุกคามทางเพศมีระเบียบข้อบังคับในการห้ามกระทำอย่างไรบ้าง

ล่าสุด นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ได้สั่งการให้กลุ่มเสริมสร้างวินัยและระบบคุณธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สป.สธ.) ทำหนังสือเวียนเพื่อส่งถึงข้าราชการ และบุคลากรสาธารณสุขทั้งหมด เกี่ยวกับความรู้ และข้อปฏิบัติเรื่องการระมัดระวัง ไม่ให้เกิดปัญหา “การล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ” เกิดขึ้น

โดยอาศัยข้อระเบียบพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)  ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.  2551  มาตรา  83 (8) ได้บัญญัติไว้สรุปว่า “ข้าราชการ พลเรือนสามัญต้องไม่กระทาการอันเป็นการล่วงละเมิด หรือคุกคามทางเพศตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.”  ซึ่งเป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง แต่ถ้าการกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ถือว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 85(7)  แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551  ขณะนี้ก.พ.ได้ออกกฎ ก.พ.ว่าด้วยการกระทำการอันเป็นการล่วงละเมิดหรือ คุกคามทางเพศ พ.ศ. 2553  และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาโดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29  กันยายน 2553 เป็นต้นไป

โดยลักษณะของการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ นั้นมี 5  ประการ ดังนี้

1.กระทำการด้วยการสัมผัสทางกายที่มีลักษณะส่อไปในทางเพศ เช่น การจูบ การโอบกอด การจับอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง เป็นต้น

Advertisement

2.กระทำการด้วยวาจาที่ส่อไปในทางเพศ เช่น วิพากษ์วิจารณ์ร่างกาย พูดหยอกล้อ พูดหยาบคาย เป็นต้น

3.กระทำการด้วยอากัปกิริยาที่ส่อไปในทางเพศ เช่น การใช้สายตาลวนลาม การทำสัญญาณหรือสัญลักษณ์ ใดๆ เป็นต้น

4.การแสดงหรือสื่อสารด้วยวิธีการใดๆ ที่ส่อไป ในทางเพศ เช่น แสดงรูปลามกอนาจาร ส่งจดหมาย ข้อความ หรือการสื่อสารรูปแบบอื่นๆ เป็นต้น

5.การแสดงพฤติกรรมอื่นใดที่ส่อไปในทางเพศ ซึ่งผู้ถูกกระทำไม่พึงประสงค์หรือเดือดร้อนรำคาญ

ทั้งนี้ ข้าราชการพลเรือนที่เป็นผู้ทำการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ จะต้องกระทำประการหนึ่งประการใดใน 5 ประการ ซึ่งฐานความผิดทางวินัยจะเป็นการกระทำต่อข้าราชการด้วยกัน หรือผู้ร่วมปฏิบัติงาน เช่นพนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว เป็นต้น แต่หากทำในประชาชนทั่วไป หรือผู้มารับบริการ จะไม่เป็นความผิดวินัยฐานกระทำการอันเป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ แต่จะเป็นความผิดวินัยฐานไม่รักษาชื่อเสียงของตน และรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการ ผิดตามมาตรา 82 (10) หรือฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 85 (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ซึ่งการกระทำให้รวมถึงในสถานที่ราชการหรือนอกสถานที่ราชการ ถือว่ามีความผิดหมด

นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า เห็นด้วยที่จะมีการสอบสวนต่อไป แต่ไม่ควรใช้เวลานาน น่าจะประมาณ  2-3 วันควรทราบผลแล้ว  อย่างไรก็ตาม ควรเปิดเผยผลสอบกรณีข้าราชการลวนลามสาวก่อน และควรตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงด้วย ขณะที่ผู้ล๊อบบี้หรือผู้ที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ก็ต้องดำเนินคดีให้ได้ด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นแบบอย่างให้หน่วยงานอื่นทำได้ ทั้งนี้ จะมีงานเสวนากรณีปัญหาล่วงละเมิดทางเพศในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ ที่โรงแรมเอบีน่า วิภาวดีรังสิต ซึ่งจะหยิบยกเคสที่เกิดขึ้นเป็นกรณีตัวอย่าง รวมทั้งกรณีอื่นๆที่ถูกล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศก็จะนำมาหยิบยก และหาทางแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบร่วมกัน