เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ที่ปรึกษา(สบ10) นำชาวบ้าน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ถูกเอาเปรียบจากนายทุนเงินกู้นอกระบบกว่า 80 ราย เข้าพบนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม และ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพื่อนำผู้เสียหายเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาลูกหนี้นอกระบบ

พล.ต.อ.วิระชัยกล่าวว่า ลูกหนี้รายหนึ่งร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ว่าถูกกลุ่มนายทุนหนี้นอกระบบเอาเปรียบชาวบ้านจึงดำเนินการสืบสวน ก่อนออกหมายค้นและหมายจับ เข้าตรวจค้นบริษัท สหยานยนต์ปราณบุรี จำกัด เลขที่ 99 หมู่ 7 ต.เขาน้อย อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พบกลุ่มบุคคลดังกล่าว พร้อมอาวุธปืน 41 กระบอก รถยนต์ 62 คัน รถจักรยานยนต์ 95 คัน และเอกสารที่ดิน 80 รายการ พบว่ามีการคิดดอกเบี้ยร้อยละ 36-48 ต่อปี มูลหนี้รวมทั้งสิ้นกว่า 1 ล้านบาท และมูลค่าชำระดอกเบี้ยประมาณ 31 ล้านบาท โดยมีลูกหนี้ 18 รายที่ถูกนายทุนยึดบ้านที่ดินแล้ว

“ชาวบ้านส่วนใหญ่มีบ้านและที่ดินของตัวเอง แต่เมื่อเงินขาดมือจึงต้องกู้เงินมาใช้จ่าย บางรายเป็นการค้ำประกันด้วยวิธีจดทะเบียนขายฝาก 1 ปี แต่เมื่อครบสัญญาบ้านและที่ดินตกเป็นของเจ้าหนี้ กรณีไม่สามารถไถ่ถอนคืนได้ภายในกำหนด หรือบางรายค้ำประกันด้วยที่ดินแล้วเซ็นโอนลอยไว้ให้เจ้าหนี้ แต่ถูกโอนกรรมสิทธิ์ไปเป็นของเจ้าหนี้ทันทีหากขาดส่งต้นและดอกเบี้ย ดังนั้นวันนี้จึงประสานกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอความเป็นธรรมและช่องทางช่วยเหลือในการแก้ปัญหา เยียวยาความเสียหายตามข้อกฎหมายต่อไป” พล.ต.อ.วิระชัยกล่าว
ด้านนายวิศิษฏ์เปิดเผยว่า ปัญหาหนี้นอกระบบเป็นนโยบายสำคัญ แต่ละรายมีปัญหาไม่เหมือนกัน เช่น กรณีที่ดินที่มีโฉนด และมีใบเอกสาร ภ.บ.ท.5 ฯลฯ ทางกระทรวงยุติธรรมจะดำเนินการร่วมกับกระทรวงการคลัง และมอบหมายให้ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ฯ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) มารับข้อมูลพร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาเพื่อดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา รวมทั้งกลุ่มแหล่งเงินทุนอาจมีความผิดอื่นๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับการฟอกเงินและเลี่ยงภาษี
นายวิศิษฏ์กล่าวต่อว่า ส่วนชาวบ้านที่เสียหายจะดูแลเป็นรายๆ เช่น การถูกยึดที่ดินผิดด้วยการเซ็นโอนลอยเอาไว้ล่วงหน้า ก็จะช่วยแก้ไขตามกฎหมาย มอบหมายให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเข้ามาช่วยดูแลและจัดหาทนายความให้ แต่สำหรับคดีที่เสร็จสิ้นแล้วจะมีการไกล่เกลี่ยโดยให้กรมบังคับคดีมาดำเนินการต่อไป โดยกระทรวงยุติธรรมจะประสานร่วมกับทุกหน่วยงาน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายขายฝากอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานกิจการยุติธรรม
ขณะที่ น.ส.นันทา (สงวนนามสกุล) อายุ 52 ปี หนึ่งในผู้เสียหายกล่าวว่า เมื่อปี 2554 กู้เงินนอกระบบมา 5 แสนบาท แต่ได้เงินเพียง 4 แสนกว่าบาทเพราะต้องหักดอกเบี้ย โดยปีแรกได้จ่ายดอกเบี้ย 1.8 แสนบาท ต่อมานายทุนมาติดป้ายยึดบ้านและประกาศขายคืน 9 แสนบาท จึงต้องจ่ายเงินให้อีก 3 แสนบาท รวมจ่ายทั้งสิ้น 4.8 แสนบาท กระทั่งอยู่มาอีก 1 ปี ถูกนายทุนยึดบ้านอีกครั้ง และปล่อยให้ตนเช่าบ้านของตัวเองเดือนละ 5 พันบาท จนสุดท้ายนายทุนบอกว่าหากอยากได้บ้านคืนต้องซื้อในราคา 1.5 ล้านบาท ขณะนี้ไม่มีเงินเช่าบ้านแล้ว จึงต้องมาอยู่เพิงไม้ติดกับบ้านของตัวเอง

