หนุ่มซีเรียร้องอธิบดีดีเอสไอขอคุ้มครองพยาน หลังถูกอส.ตร.รีดไถ่ ผบ.ตรกำชับตรวจต่างชาติอาสาช่วยงานตร.

24.08.17 | 13:23 น.

จากกรณีนายอัลฮลาบิ โมฮัมหมัด ยาสเซอร์ อายุ 47 ปี ชาวซีเรีย พร้อมนายปัณชพัฒน์ เลิศธีรเรืองกุล ล่ามแปลภาษา เข้าพบ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อร้องขอความเป็นธรรม โดนอาสาตำรวจชี้เป้าให้ตำรวจ สน.ลุมพินี จับกุมนายอัลฮลาบิ โมฮัมหมัด วาเอล ลูกชาย อายุ 23 ปี ชาวซีเรีย ไปดำเนินคดีข้อหาอยู่อาศัยในประเทศไทยเกินระยะเวลาที่กำหนด และโดนรีดไถเงินไปกว่า 5.5 แสนบาทแลกปล่อยตัว แต่กลับถูกส่งตัวไปสถานกักตัวคนต่างด้าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สวนพลู กทม. เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมานั้น

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายอัลฮลาบิ โมฮัมหมัด ยาสเซอร์ อายุ 47 ปี ชาวซีเรีย พร้อมนายปัณชพัฒน์ เลิศธีรเรืองกุล ล่ามแปลภาษา เข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ มี พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกดีเอสไอ มารับมอบเอกสารแทน

นายปัณชพัฒน์ กล่าวว่า ที่มาร้องเนื่องจากทราบว่านายก๊อดซาน หรือจาร์สิน วาคีย์ ชาวซีเรีย 1 ใน 3 กลุ่มผู้ต้องหาที่เป็นอาสาตำรวจ สน.ลุมพินี อุ้มไถเงินและชี้เป้าให้ตำรวจจับลูกชาย นายอัลฮลาบิ โมฮัมหมัด ยาสเซอร์ ถูกดีเอสไอจับกุมในข้อหาค้ามนุษย์ หลอกสาวโมร็อกโกมาค้ากาม เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยถูกจับ 2 วัน ได้ประกันตัวออกมา และมาก่อเหตุล่าสุด จึงมาร้องขอให้เข้าระบบคุ้มครองพยานของดีเอสไอด้วย เนื่องจากผู้เสียหายหวาดกลัวภัยมืดจากกลุ่มดังกล่าว เพราะกลุ่มดังกล่าวเป็นมาเฟียต่างชาติ ที่หากินในประเทศไทย ทราบว่าตำรวจ สน.ลุมพินี ออกหมายจับแค่ข้อหาฉ้อโกงเท่านั้น จึงมาร้องดีเอสไอให้รับเป็นคดีพิเศษ ในความผิด 3 ข้อหา อั้งยี่ซ่องโจร และกรรโชกทรัพย์ด้วย ส่วนกรณีที่ยูเอ็นเอสซีอาร์ให้บัตรผู้ลี้ภัยกับนายยาสเซอร์ และลูกชายนั้น ทางยูเอ็นเอสซีอาร์ก็คงมีการตรวจเอกสารและหลักฐานต่างๆ ระดับหนึ่ง จึงออกให้

ด้าน พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า เบื้องต้นรับเอกสารร้องเรียนมาก่อน หลังจากนี้จะนำเสนอ พ.ต.อ.ไพสิฐเพื่อนำเข้าคณะกรรมการคดีพิเศษเพื่อพิจารณา ว่าเข้าหลักเกณฑ์ และกฎหมายของดีเอสไอหรือไม่ ส่วนเรื่องขอคุ้มครองพยานนั้น จะต้องให้รับเป็นคดีพิเศษก่อนจึงจะขอให้คุ้มครองพยาน ตามขั้นตอนต่อไป

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ทราบว่ามีการจับกุมตัวผู้ที่ก่อเหตุได้แล้ว โดยอยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผลกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยยืนยันว่าที่ผ่านมา แต่ละกองบัญชาการก็มีการตรวจสอบประวัติคัดกรองบุคคลโดยเฉพาะชาวต่างชาติ ที่มาจะมาช่วยเป็นตำรวจอาสา ซึ่งมีขั้นตอนในการคัดกรองบุคคลอยู่แล้ว และหลังจากนี้ได้สั่งกำชับให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบข้อมูล ประวัติบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่หรืออาสามากยิ่งขึ้น พร้อมยืนยันว่าที่ผ่านมาได้ดำเนินการกับชาวต่างชาติที่มีลักษณะแอบอ้างหาผลประโยชน์มาโดยตลอดอยู่แล้ว