สปส.แจงปม ‘ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวระยะ 3’ ไร้สิทธิรักษาด้วยยา แท้จริงอยู่ที่แพทย์

24.08.17 | 15:27 น.

หลังจากกรณีผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวระยะที่ 3 ออกมาเรียกร้องผ่าน www.change.org หัวเรื่อง คนไข้ประกันสังคม วอนขอชีวิต หลังพบเป็นมะเร็งเม็ดเลือดระยะ 3 (CML) โดยรณรงค์รวบรวมรายชื่อผู้ประกันตนคนอื่นๆเพื่อยื่นต่อสำนักงานประกันสังคม(สปส.) ในการปรับสิทธิการรักษากรณีดังกล่าว เนื่องจากระบุว่า สปส.ให้สิทธิการรักษาด้วยยาแค่ระยะแรกเท่านั้น จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียว่า เพราะอะไรสิทธิสปส.จึงไม่ครอบคลุมนั้น

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม(สปส.) กล่าวว่า ขอชี้แจงกรณีมีผู้ประกันตนโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ social Media กรณีป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวระยะที่ 3 แต่สิทธิประกันสังคมจ่ายยาให้เฉพาะคนที่เป็นมะเร็งระยะแรกเท่านั้น จากกรณีดังกล่าว สปส.ได้ให้ความคุ้มครองผู้ประกันตนที่เจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งและโรคอื่นๆ โดยผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับยาตามดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา โดยไม่เรียกเก็บเงินจากผู้ประกันตน การรักษาโรคมะเร็งแต่ละชนิดมีแนวทางการรักษาแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ถ้าการรักษาวิธีนั้น ๆ แล้วไม่ได้ผล หรือไม่ตอบสนองต่อยาที่รักษา สามารถใช้แนวทางการรักษาอื่น ๆ ได้ โดย สปส.คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ในกรณีที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยาพิจารณาการรักษาโดยการปลูกถ่ายไขกระดูก ผู้ประกันตนจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น โดยโรงพยาบาลที่ทำการปลูกถ่ายไขกระดูกจะได้รับค่าบริการทางการแพทย์จากสำนักงานประกันสังคมในอัตรา 750,000 บาทต่อราย หรือ 1,300,000 บาทต่อราย แล้วแต่กรณี

“สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายชดเชยค่าบริการทางการแพทย์ กรณีโรคมะเร็ง สปส.มีการจ่ายเพิ่มนอกเหนือจากการจ่ายค่าบริการทางการแพทย์เหมาจ่าย ในกรณีให้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลจาก สปส.เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 50,000 บาท ต่อรายต่อปี” นพ.สุรเดช กล่าว

ด้าน นพ.จักรกริช โง้วศิริ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กล่าวว่า สิทธิการรักษามะเร็งของบัตรทองนั้นต่างจากสิทธิประกันสังคม โดยสิทธิบัตรทองนั้นจะรักษาตามสูตรการรักษาที่อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้มีการวางแนวทางไว้ โดยจะครอบคลุมการรักษาทั้งหมด ไม่ว่าจะตามพบโรคในระยะไหน เนื่องจากยารักษามะเร็ง หรือยาเคมีบำบัดต่างๆนั้นอยู่ในบัญชียาพื้นฐานของสิทธิการรักษาอยู่แล้ว อาจจะมียาบ้างตัวที่ได้รับการวิจัยผลิตขึ้นมาใหม่ ปรับสูตรใหม่ แล้วสามารถรักษาได้ดีกว่า หรือคนไข้บางรายจำเป็นต้องใช้ยาที่อยู่นอกเหนือจากยาพื้นฐาน เรียกว่าตัวยานอกการปกครอง เมื่อแพทย์สั่งจ่ายให้ก็จะครอบคลุมอยู่ในสิทธิเช่นกัน