เมื่อเวลา 11.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณหน้าศาลฎีกา มีผู้สื่อข่าวต่างประเทศร่วมติดตามรายงานสถานการณ์หลายสำนัก รวมถึงองค์กรสิทธิมนุษยชน อาทิ ฮิวแมนไรท์วอทช์ และสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติลงพื้นที่สังเกตการณ์ด้วย
นายสุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์วอทช์ ประเทศไทย กล่าวว่า มาสังเกตการณ์สถานการณ์ โดยวันนี้มีองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลายองค์กรลงพื้นที่ติดตามความเคลื่อนไหว โดยช่วง 1 เดือนก่อนการนัดฟังคำพิพากษาวันนี้ ทางรัฐบาลมีการควบคุม โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดมีการลงพื้นที่พูดคุยกับแกนนำ จนถึงให้ลงนามว่าจะไม่นำคนมาสนับสนุน มาตรการนี้สะท้อนชัดเจนถึงการปิดกั้นการแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างสันติ โดยการสังเกตการณ์ตั้งแต่เช้า มาตรการที่เจ้าหน้าที่นำมาใช้ มีการติดป้ายตั้งรั้วเหล็กชัดเจน มีการถ่ายภาพและวิดีโอโดยเจ้าหน้าที่จึงกังวลว่าจะมีการดำเนินคดีย้อนหลัง จึงมีการเก็บข้อมูลโดยองค์กรสิทธิมนุษยชนว่าตั้งแต่ช่วงที่ผ่านมามีการใช้มาตรการปิดกั้นสิทธิอะไรบ้าง และจะมีการรวบรวมนำเสนอทั้งในไทยและต่อสากล
“ส่วนการพิจารณาคดี มีการติดตามว่าดำเนินตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม และกระบวนการพิจารณาสอดคล้องตามหลักการสากลอย่างเป็นธรรมหรือไม่ การแสดงความเห็นทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยของประชาชนเป็นไปโดยมีเสรีภาพหรือไม่ สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้มีผลต่อภาพลักษณ์ประเทศว่าไทยพร้อมจะเปลี่ยนผ่านสู่สังคมประชาธิปไตยหรือไม่” นายสุนัยกล่าว

ด้านนางฐานิตย์ ใจชื้น แม่บ้าน อายุ 60 ปี เดินทางมาจากบ้านย่านคันนายาวตั้งแต่ตี 5 มากันเองโดยไม่มีแกนนำ และที่ผ่านมาก็มาทุกครั้งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ขึ้นศาล วันนี้ก่อนมาก็มีความหวาดหวั่นกังวล ไม่อยากให้สิ่งไม่ดีเกิดขึ้น ส่วนการควบคุมที่หนาแน่นตามที่มีข่าวก่อนหน้านี้ก็เข้าใจว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ส่วนหน้าที่เราก็แค่มาให้กำลังใจเฉยๆ ไม่ได้คิดต่อต้าน คนต่างจังหวัดเขารักก็อยากเข้ามาให้กำลังใจ ไม่ได้มาก่อกวน ไม่อยากให้มีการปิดกั้นกันมาก

นางอาภรณ์ สิงห์ธนะ เจ้าของธุรกิจส่วนตัว อายุ 62 ปี กล่าวว่า ตนขับรถมาเองจากศรีราชาพร้อมเพื่อน ถึงแจ้งวัฒนะตั้งแต่ตี 5 โดยที่ผ่านมาก็จะเดินทางมาให้กำลังใจด้วยตนเองตลอด ไม่ได้มีการติดตามแกนนำในพื้นที่ การควบคุมของเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้มข้นในครั้งนี้ คาดว่าเป็นเพราะกลัวมวลชนเยอะและเป็นนัดสุดท้าย หากผลออกมาไม่พึงประสงค์ กลัวจะควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ แต่ส่วนตัวเชื่อว่าไม่มีความรุนแรงใดอยู่แล้วเพราะมีแต่ผู้หญิงกับคนแก่
“เราไม่ตามแกนนำอยู่แล้ว มาเองกลับเองอันตรายน้อยกว่า ประชาชนมีสองขั้ว ถ้าจะจับคนที่คิดแบบเราก็คงต้องจับคนเป็นล้าน เป็นสิทธิของประชาชนที่จะเลือก เรามาแบบสงบ นั่งอยู่ในโซนที่เขาจัดให้ ทำตามกติกาก็คงไม่มีปัญหา นายกฯประยุทธ์ก็คงไม่ว่า ถ้าเรามาแล้วไม่มีปัญหา

“รู้สึกงงที่มีการเลื่อน เพราะที่ผ่านมานายกฯยิ่งลักษณ์ไม่เคยผิดนัด คงจะป่วยจริงหรือมีเหตุผลที่คาดไม่ถึง แต่เชื่อว่าไม่หนีอยู่แล้ว ถ้าจะหนีคงไปนานแล้ว พูดคุยกับคนอื่น เขาก็เสียความรู้สึกนิดหน่อยที่มาแล้วไม่เจอ เพราะบางคนเสียเงินเดินทางมาเยอะ แต่ก็โทษกันไม่ได้ เราสมัครใจมาเอง เขาก็บอกแล้วว่าอย่ามา จะให้อยู่ให้กำลังใจที่บ้าน แต่ส่วนตัวเราไม่ได้คาดหวังว่าต้องมาเจอ แค่มาเป็นกำลังใจให้เท่านั้น วันนี้ก็ทำข้าวห่อมา 50 ห่อ แบ่งปันกัน เพราะบางคนมาก็ลำบาก ส่วนที่นายกฯยิ่งลักษณ์โพสต์บอกว่าอย่ามา เชื่อว่ากลัวคุมมวลชนไม่ได้ ถ้าไม่เบรก ท่านจึงบอกว่าอย่ามา เพราะถ้าผลตัดสินออกมาก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ 27 ก.ย. ก็คิดว่าคงจะมาอีก” นางอาภรณ์กล่าว
ต่อมา เวลา 12.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนที่อยู่ฝั่งถนนทางเข้าศาลอาญาเดินทางกลับแล้ว เหลืออีกราวครึ่งหนึ่งจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่ใต้ทางด่วน



