ครบรอบ15ปีศาลปกครอง โพลเชื่อมั่นยุติธรรม91เปอร์เซ็นต์ แก้กฎหมายบังคับคดีเร็วขึ้น

9.03.16 | 14:43 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 มีนาคม ที่ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ นายปิยะ ปะตังทา รองประธานศาลปกครองสูงสุด ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด นายนพดล เฮงเจริญ ตุลาการหัวหน้าแผนกสิ่งแวดล้อมในศาลปกครองสูงสุด รศ.ดร.วิษณุ วรัญญู ตุลาการหัวหน้าแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณในศาลปกครองสูงสุด นายสมชาย งามวงศ์ชน ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ผู้บริหารศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง ร่วมกันแถลงผลการดำเนินงานของศาลปกครองในรอบปีที่ผ่านมา และทิศทางการดำเนินงานในปีต่อไป พร้อมทั้งจัดสัมมนาทางวิชาการ เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี ศาลปกครอง

ศาลปค.2

นายปิยะ กล่าวว่า ตลอดปีงบประมาณที่ผ่านมาศาลปกครองได้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญในการอำนวยความยุติธรรมข้อพิพาททางปกครอง โดยมุ่งเน้นให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและได้นำระบบการบริหารเชิงยุทธศาสตร์มาใช้เป็นกรอบทิศทางในการดำเนินการเพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนองค์การให้ประสบความสำเร็จในปีงบประมาณ 2558 เป็นปีแรกของการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ศาลปกครอง(ฉบับที่ 4) 2558-2561 กำหนดให้เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานระบบการบริหารจัดการคดีปกครอง โดยเร่งรัดการพิจารณาพิพากษาคดีและการบังคับคดีปกครองร่วมกับการใช้มาตรการบริหารจัดการคดี ผลสำเร็จจากการดำเนินงานสะท้อนได้จากผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการอำนวยความยุติธรรมของศาลปกครองประจำปีงบประมาณ 2558 โดยศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พบว่าประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการอำนวยความยุติธรรมของศาลปกครองคิดเป็นร้อยละ 91.72

นายปิยะ กล่าวต่อว่า สำหรับผลการดำเนินงานที่สำคัญของศาลปกครองในปีงบประมาณ 2558 จำแนกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย 1. ผลการดำเนินงานด้านการพิจารณาพิพากษาคดีและบังคับปกครอง นับตั้งแต่ศาลปกครองเปิดทำการจนถึง วันที่ 31 ธันวาคม 2558 มีคดีเข้าสู่การพิจารณา 115,018 คดี เฉพาะปี 2558 ที่ผ่านมา ศาลปกครองได้พิจารณาคดีแล้วเสร็จของศาลปกครองชั้นต้น 6,649 คดี เมื่อเทียบกับจำนวนตุลาการเจ้าของสำนวนแล้ว พบว่าตุลาการเจ้าของสำนวนในศาลปกครองสูงสุดมีภาระงานคดีเฉลี่ยสูงถึง 577 คดีต่อคน และตุลาการเจ้าของสำนวนในศาลปกครองชั้นต้นมีภาระงานคดีเฉลี่ย 166 คดีต่อคน จำเป็นต้องเร่งรัดสรรหาตุลาการเพื่อแบ่งเบาภาระโดยคำนึงถึงคุณภาพและประสิทธิภาพของการทำงานด้วย

นายปิยะ กล่าวอีกว่า ด้านการบังคับคดีปกครอง จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 มีการเข้าสู่การบังคับคดีจำนวน 9,930 คดี คิดเป็นร้อยละ 75.63 และมีคดีอยู่ระหว่างดำเนินการบังคับคดีจำนวน 2,420 คดี คิดเป็นร้อยละ 24.37 สำหรับจำนวนคดีรับเข้า คดีแล้วเสร็จ และคดีค้างของศาลปกครอง ตั้งแต่เปิดทำการจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ประกอบด้วยคดีรับเข้า 115,018 คดี คดีแล้วเสร็จ 92,347 คดี (80.29%) และคดีค้าง 22,671 คดี (19.71%)

Advertisement

นายปิยะ กล่าวด้วยว่า 2.ผลการดำเนินงานด้านอื่นๆ ในปีงบประมาณที่ผ่านมา ศาลปกครองได้เปิดทำการแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณ ในศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้น เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2558 และมีการเสนอร่างแก้ไขให้แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีการพิจารณาคดีปกครองในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับคดีปกครอง การบริหารงานบุคคลตุลาการศาลปกครอง และแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวข้องกับการเปิดศาลปกครองในภูมิภาคและเขตอำนาจทางพื้นที่ของศาลปกครองให้เหมาะสม ในส่วนของบุคลากรได้จัดหาและคัดเลือกตุลาการศาลปกครองสูงสุดและตุลาการศาลปกครองชั้นต้นเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ และรวมถึงพัฒนาความรู้ทางวิชาการและแนวทางปฏิบัติต่างๆเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพให้แก่ตุลาการและบุคคลากรของสำนักงานศาลปกครอง

นายปิยะ กล่าวอีกว่า 3.ทิศทางการดำเนินงานในวาระต่อไปของศาลปกครอง กำหนดนโยบาย ดั้งนี้ 1.เรื่องการบริหารจัดการคดีให้มีความเร็ว เป็นธรรม และมีมาตรฐานขึ้นโดยมีการปรับปรุงฐานข้อมูลกฎหมายและฐานข้อมูลสารสนเทศที่จำเป็นต่อการใช้งานและพัฒนาแนวคำวินิจฉัยให้มีมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ให้บริการด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยนำต้นแบบของศาลปกครองอิเล็กทรอนิกส์(e-Court) มาใช้บริหารจัดการคดีปกครองและให้บริการประชาชน 2.พัฒนาการบังคับคดีปกครองเพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการปฏิบัติตามคำพิพากษาและคำสั่งของศาลปกครอง โดยปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ และหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคบคดี ให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา 3.เข้าถึงการอำนวยความยุติธรรมโดยการเปิดทำการศาลปกครองภูมิภาค อีก 1 แห่ง คือศาลปกครองนครสวรรค์ และปรับปรุงศูนย์บริการประชาชนอย่างต่อเนื่องในด้านคุณภาพ และพัฒนาช่องทางหลากหลายในการเข้าถึง เช่น พัฒนาระบบสายด่วน 1355 , เว็บไซต์ศาลปกครอง เป็นต้น และ4. ส่งเสริมการทำงานของศาลปกครองให้มีคุณภาพ คุณธรรม จริยธรรม และปลูกฝังวัฒนธรรมศาลปกครองให้แก่บุคลากร

ด้านนายนพดล กล่าวว่า ระหว่างการดำเนินการบังคับคดี สนช.ให้ความเห็นชอบกฎหมายที่เกี่ยวกับการบังคับแล้ว มีจะผลว่าในบางคดีไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงที่สุด เช่น คดีขยะ คดีไฟฟ้า ที่ก่อให้เกิดความรำคาญกับประชาชน ศาลจะสามารถสั่งบังคับคดีคือให้มีการแก้ไขปัญหานั้นได้เลยเมื่อมีคำพิพากษาในศาลชั้นต้นแล้ว ขณะเดียวกับกฎหมายดังกล่าวยังสั่งปรับหน่วยงานรัฐที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาล่าช้าในอัตราไม่เกิน 5 หมื่นบาท รวมถึงกรณีเจ้าหน้าที่รัฐไม่เข้าใจ หรือแกล้งไม่เข้าใจเพื่อดึงเวลา จึงคิดว่าเมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้วการบังคับคดีจะดีขึ้น

นายนพดล กล่าวต่อว่า ส่วนคดีคลองด่านที่ศาลพิพากษาให้รัฐชดใช้เอกชนนั้นทราบว่ารัฐบาลชำระงวดที่ 1.ให้เอกชนไปแล้ว ส่วนคดีก่อสร้างรร.เมทัล ในซอยร่วมฤดี คดียังอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ ยังไม่ถึงที่สุด จึงไม่มีการบังคับคดี ขณะที่คดีห้วยคิตตี้ กรมควบคุมมลพิษ ชดใช้ค่าเสียหายตามที่ศาลมีคำสั่งแล้ว ส่วนการฟื้นฟูได้ส่งแผนให้ศาลพิจารณาหลังเก็บตัวอย่างตลอด 2 ปีที่ผ่านมาแล้ว หลังจากนี้จะเป็นการกำหนดแผนปฏิบัติงาน โดยศาลยังติดตามว่ามีการดำเนินการเป็นไปตามแผนหรือไม่

ส่วนกรณีที่คสช.ออกคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 9/2559 ให้เอกชนที่รับสัมปทานโครงการขนาดใหญ่สามารถดำเนินโครงการได้ก่อนจะทำแผนประเมินสิ่งแวดล้อมนั้น ทางนายสมชาย งามวงศ์ชน ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น โดยระบุว่า เป็นเรื่องหนักใจ เพราะเชื่อว่าจะต้องฟ้องร้อง คำสั่งที่ออกมาถือว่าโดยชอบ แต่การกระทำเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป ขณะที่นายนพดล เห็นว่า คำสั่งดังกล่าวมีผลเฉพาะในบางเรื่องเท่านั้น เช่น กรณีขยะ ไฟฟ้า เป็นต้น

ขณะที่ รศ.ดร.วิษณุ กล่าวถึงการพิจารณาที่เกี่ยวข้องกับโทรคมนาคม ว่า เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสัญญาที่มีทุนทรัพย์สูง ทำให้คู่กรณีต่อสู้กันทุกวิถีทาง ทำให้เกิดความล่าช้าในการแสวงหาข้อเท็จจริง เพราะคู่กรณีมักจะใช้วิธีการเลื่อนขอยื่นคำให้การ ขณะที่ภาครัฐที่มีอัยการเป็นทนายมักมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากย้ายหน้าที่ ทำให้ผู้ที่เข้าทำหน้าที่แทนต้องเสียเวลาในการศึกษาคดี ทั้งนี้ส่วนตัวไม่อยากให้คดีดังกล่าวมีความล่าช้า เพราะไม่ใช่เพียงเรื่องผลของคดีเท่านั้นที่ส่งผลกระทบ แต่ผู้แพ้คดีต้องเสียเงินในเรื่องดอกเบี้ย