เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม แถลงข่าวกรณีโรงพยาบาลเอกชน 3 แห่งออกจากระบบประกันสังคมรวมแล้วมีผู้ประกันตนกว่าแสนราย ว่า ในปี 2561 มีสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการประกันสังคมทั่วประเทศจำนวน 236 แห่ง แบ่งเป็นสถานพยาบาลของรัฐบาล 158 แห่ง สถานพยาบาลเอกชน 78 แห่ง ที่สามารถรองรับผู้ประกันตนได้ สถานพยาบาลที่ไม่เข้าร่วมโครงการประกันสังคมจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ รพ.ยันฮี รพ.เกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ และ รพ.ศรีระยอง จ.ระยอง อย่างไรก็ตาม สปส.มีมาตรการรองรับ โดยได้จัดสถานพยาบาลทดแทนให้กับผู้ประกันตน ขณะนี้ได้ดำเนินการแจ้งให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 เพื่อเลือกสถานพยาบาล ภายในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ หากไม่เลือกมาภายในกำหนด สปส.จะจัดสถานพยาบาลให้ผู้ประกันตนโดยอัตโนมัติ
นพ.สุรเดชกล่าวอีกว่า สปส.จะแจ้งผลการเลือกสถานพยาบาลให้สถานประกอบการ สำหรับผู้ประกันตนทั่วไปในมาตรา 33 และผู้ประกันตนมาตรา 39 วันที่ 17 ธันวาคม 2560 ทั้งนี้ ผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบสิทธิได้จากเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th และข้อความ sms แจ้งผลการเลือกสถานพยาบาลของผู้ประกันตนมาตรา 39 หากผู้ประกันตนประสงค์เปลี่ยนสถานพยาบาลประจำปี 2561 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 โดยสถานพยาบาลที่เลือกต้องเป็นสถานพยาบาลที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด ทั้งนี้ ผู้ประกันตนอุ่นใจได้ว่า สปส.ให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนอย่างเต็มกำลังความสามารถแน่นอน โดยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร 1506
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณี รพ.ถอนตัวออกจากระบบประกันสังคมบ่อย จะมีวิธีแก้ไขยังไง นพ.สุรเดชกล่าวว่า ต่อไปน่าจะต้องมีการพูดคุยกันมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาอาจไม่ได้คุยกันเยอะในเรื่องอัตราการจ่ายเงิน ซึ่ง รพ.เอกชนอาจไม่เห็นด้วย และมองว่า สปส.เอาเปรียบ แต่ที่ผ่านมาเราก็ทำเพื่อผู้ประกันตน แต่เพื่อความเป็นธรรม ก็จะมีการพูดคุยกันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับสาเหตุการออกจากระบบนั้น ตนมั่นใจว่าไม่ใช่มาจากสาเหตุ รพ.ขาดทุน อย่าง รพ.ยันฮี ออกเพราะต้องการเป็น รพ.เฉพาะทาง แต่ สปส.บังคับว่าต้องมีหมอกี่สาขา ประเภทไหนบ้าง ส่วนอีก รพ.เกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ มี รพ.การุญเวช มารองรับแล้ว ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกัน หากมาแบ่งกันหมดก็แย่งกันอีก ส่วนอีกแห่งนั้นที่ออกเพราะจำนวนผู้ประกันตนอาจจะน้อยเกินไป จึงอยากเปลี่ยนเป็น รพ.
“เรื่องการสร้าง รพ.ในส่วนของประกันสังคมเอง ต้องบอกว่าผู้ประกันตนส่วนใหญ่อยู่ในเมืองใหญ่ ซึ่งมี รพ.รัฐและเอกชนอยู่แล้ว หากเราจะสร้าง รพ.เอง ก็เหมือนเลือกปฏิบัติ และหากสร้างเยอะๆ ก็ต้องสร้างในเมืองใหญ่อีก และสร้างแล้วก็ต้องหาแพทย์ หาบุคลากรมาอีก การกระจายของแพทย์ พยาบาลของไทยอยู่ในเมืองใหญ่อยู่แล้ว และหากเราไปดูดบุคลากรอีก ก็จะทำให้ทรัพยากรแพทย์ พยาบาลที่อยู่ในชนบทห่างไกลจะถูกดูดเข้ามาอีก ก็จะไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศภาพรวมได้” นพ.สุรเดชกล่าว

