จากกรณีคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) มีมติเสียงข้างมากเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำแผนการจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษปี 2561 และให้ รพ.ราชวิถี เป็นตัวแทนหน่วยบริการในการจัดซื้อยากลุ่มพิเศษ เช่นยาบัญชี จ.2 ยาต้านพิษ ฯลฯ ซึ่งเครือข่ายผู้ป่วยและกลุ่มเอ็นจีโอออกมาคัดค้านว่า ไม่สามารถทำได้และสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ผู้ป่วยขาดแคลนยานั้น

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ รองปลัดประทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงข่าวกรณีดังกล่าวร่วมกับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) องค์การเภสัชกรรม(อภ.) และรพ.ราชวิถี ว่า ก่อนอื่นต้องขอบคุณเครือข่ายผู้ป่วยและกลุ่มเอ็นจีโอที่แสดงข้อห่วงใยต่างๆ ในการใช้กลไกใหม่ในการจัดซื้อยาโครงการพิเศษ ซึ่งเข้าใจดีว่าเมื่อเป็นระบบใหม่อาจจะไม่คุ้นชินและมีความกังวล ซึ่งอยากให้เข้ามาเสนอว่า มีข้อกังวลอะไรอีกบ้าง จะได้ทำเป็นบันทึกไว้เพื่อเตรียมความพร้อม อย่างไรก็ตาม กลไกใหม่ดังกล่าวไม่ใช่ว่าเพิ่งจะมาเริ่ม แต่มีการเตรียมความพร้อมมานาน 2-3 เดือน หลังจากที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ (คตร.) ยืนยันชัดเจนว่า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ไม่สามารถจัดซื้อได้ตามกฎหมาย จนกระทั่งออกมาเป็นมติบอร์ด สปสช.ดังกล่าวให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำแผนการจัดซื้อ และให้ รพ.ราชวิถีเป็นตัวแทนหน่วยบริการในการจัดซื้อ ซึ่งทาง สตง.ซึ่งเป็นผู้ดูแลระเบียบก็ยืนยันชัดเจนว่า สามารถทำได้ จึงไม่ต้องกังวล

นพ.จักรกริช โง้วศิริ ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ขณะนี้ก็มีการประสานกับ รพ.ราชวิถี ในการเตรียมความพร้อมระบบการจัดซื้อยาแบบใหม่ และอยู่ระหว่างการปรับปรุงประกาศ เนื่องจากการจัดสรรงบต่างๆ ต้องมีประกาศรองรับที่ชัดเจน การโอนงบประมาณให้ รพ.ราชวิถี จัดซื้อก็เช่นกัน สำหรับแผนการจัดซื้อนั้นเดิมทีก็จะแบ่งการจัดซื้อเป็นงวดๆ โดย 1 ปีก็มีการจัดซื้อประมาณ 3-4 งวด เพื่อให้มียาพอใช้ตลอดทั้งปีและยามีอายุยาว เพราะหากซื้อมาครั้งเดียวยาก็จะมีอายุสั้น ซึ่งแผนการจัดซื้อเหล่านี้ก็มอบให้กับ รพ.ราชวิถี เช่นกัน จึงไม่ต้องกังวล โดยหากสำนักงบประมาณโอนงบประมาณมายัง สปสช. ก็จะโอนงบต่อไปยัง รพ.ราชวิถีเพื่อจัดซื้อยาตามแผนในแต่ละงวด ซึ่งนับตั้งแต่ 1 ต.ค. 2560 ซึ่งจะเริ่มปีงบประมาณ 2561 ช่วงที่ยังไม่ได้รับงบประมาณที่จะให้ รพ.ราชวิถีจัดซื้อ หากมีปัญหายาไม่พอ สปสช.ก็ยังมียาสำรองไว้ ขณะที่ อภ.ก็พร้อมช่วยเหลือเพื่อไม่ให้เกิดยาขาดเช่นกัน

นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการ อภ. กล่าวว่า การจัดซื้อยาแทบไม่มีอะไรแตกต่างจากเดิม เพียงแต่แค่เปลี่ยนหน่วยงานผู้รับผิดชอบในการจัดซื้อจาก สปสช.มาเป็น รพ.ราชวิถี แต่แผนการจัดซื้อยาก็ยังเหมือนเดิม และดีขึ้นเพราะมีตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ มาร่วมรับทราบ โดยเฉพาะหน่วยบริการเพื่อที่จะมีความใกล้ชิดกันมากขึ้นระหว่างผู้ที่จะต้องใช้หน้างานจริงและผู้ที่ต้องวางแผนจัดซื้อ ที่สำคัญ สปสช.ก็ยังอยู่ในคณะอนุกรรมการจัดทำแผนการจัดซื้อฯ ส่วนที่กำหนดเป็น รพ.ราชวิถี เป็นตัวแทนหน่วยบริการจัดซื้อ เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ มีบุคลากรที่มีประสบการณ์ด้านการจัดซื้อจำนวนมากๆ และสอดคล้องกับกฎระเบียบกติกาในการมอบอำนาจ เพราะการจัดซื้อของ สปสช.ไม่เหมือนกับ รพ.ทั่วๆ ไปที่อยู่ประมาณ 50-100 ล้านบาท แต่อยู่ที่ระดับกว่าพันล้านบาท ก็ต้องเลือกโรงพยาบาลที่มีขนาดใหญ่ที่จะสามารถโอนเงินในการจัดซื้อได้
เมื่อถามถึงกรณีเครือข่ายผู้ป่วยกังวลเรื่องการขาดยา นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า เท่าที่ทราบขณะนี้ที่มีปัญหาคือ ยาต้านไวรัสเอชไอวีตัวหนึ่ง ที่เดิมทีผู้ป่วยได้รับยาที่ใช้ได้นานประมาณ 3 เดือน แต่ประสบปัญหาไม่ค่อยพอโรงพยาบาลหลายแห่งก็จ่ายเพียง 1 เดือน ซึ่งปัญหานี้มีมากว่า 4-5 เดือนแล้ว ซึ่งเกิดจากทางผู้ขายยาที่ประสบปัญหาเรื่องการจัดส่งยา ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการเปลี่ยนหน่วยงานในการจัดซื้อ
ด้าน น ผอ.รพ.ราชวิถี กล่าวว่า ขณะนี้ก็รอคำสั่งลงมาอย่างเป็นทางการ แต่ รพ.ก็มีการเตรียมความพร้อม อย่างเรื่องสถานที่ก็มีการจัดห้องๆ หนึ่งไว้เป็นสำนักงานในการดำเนินการเรื่องของการจัดซื้อ ที่ต้องทำร่วมกันกับ อภ. สปสช. และ สธ. ซึ่งคาดว่าสัปดาห์หน้าจะสามารถเปิดห้องทำงานได้ ซึ่งการเบิกจ่ายยาก็ใช้โปรแกรมเดิมเหมือนที่ สปสช.เคยดำเนินการ เพียงแต่ยกทั้งหมดมาไว้ที่ห้องดังกล่าว


