สธ.บังคับใช้ ‘กม.คุมนมผง’ 8 ก.ย.นี้ ย้ำโฆษณาได้ตามประกาศกำหนด ห้ามอิงเด็กทารกเด็ดขาด

1.09.17 | 14:55 น.

เมื่อวันที่ 1 กันยายน  นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงข่าวการประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ. ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560″ หรือ พ.ร.บ.นมผง ว่า พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้วันที่ 8 กันยายน  2560 ถือเป็นกฎหมายฉบับแรกของประเทศไทยที่ประกาศใช้เพื่อคุ้มครองทารกและเด็กเล็ก โดยการควบคุมการส่งเสริมการตลาด ผ่านสื่อโฆษณาและวิธีการลดแลกแจกแถมของผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กให้เป็นไปอย่างเหมาะสม เพื่อให้เด็กทุกคนได้กินนมแม่อย่างเต็มที่ตามสูตร 1-6-2 คือ ได้ดื่มนมแม่ตั้งแต่ 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด กินนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือน และกินนมแม่ควบคู่อาหารตามวัยจนถึง 2 ปีหรือนานกว่านั้น และเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพิ่มขึ้น ซึ่งองค์การอนามัยโลกตั้งเป้าหมายให้เด็กทั่วโลกได้กินนมแม่อย่างน้อยร้อยละ 50

นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การจะเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นต้องอาศัย 3 มาตรการ คือ 1.มาตรการส่งเสริม เพื่อช่วยให้แม่ตัดสินใจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่  2.มาตรการสนับสนุน เช่น แม่สามารถลางานเลี้ยงลูกแต่ยังได้รับเงินเดือนเต็ม ผู้ชายลางานเพื่อช่วยเลี้ยงลูก  สถานประกอบการจัดมุมนมแม่เพื่อเอื้อต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เป็นต้น  และ 3.มาตรการปกป้อง โดยคุ้มครองแม่และครอบครัวจากการได้รับคำแนะนำที่ไม่ถูกต้อง หรือชวนเชื่อให้ใช้อาหารอื่นทดแทนในช่วงที่ควรได้รับนมแม่ ซึ่งก็คือการออกกฎหมายฉบับดังกล่าว จึงต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่ออกกฎหมายฉบับนี้เพื่อเป็นของขวัญล้ำค่าให้แก่แม่และเด็กไทย เพราะนมแม่ถือว่าดีที่สุด ทั้งนี้ ในวันที่ 18 กันยายน 2560 จะมีการประชุมคณะกรรมการควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาการสำหรับทารกและเด็กเล็ก (คสตท.) เพื่อวางหลักเกณฑ์ในการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เมื่อคณะกรรมการฯ ครบองค์ประชุมจึงจะมีการประชุมเพื่อให้คำแนะนำหรือความเห็นแก่ รัฐมนตรีว่าการ สธ. ในการออกประกาศหรือกฎหมายลูกตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีอีกกว่า 10 ฉบับ

นพ.วชิระ กล่าวว่า เบื้องต้นประกาศลูกที่จะต้องออกมาก่อนคือ 1.เรื่องแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย เช่น ตรวจสอบเอกสาร สื่อโฆษณาที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เป็นต้น โดยคาดว่าจะแต่งตั้งจากบุคลากรสาธารณสุขในกลุ่มงานส่งเสริมและคุ้มครองผู้บริโภคของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) และโรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไปทุกจังหวัดให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ และอาจจะดึงภาคประชาสังคมและกลุ่มเอ็นจีโอเข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวัง ซึ่งหากพบว่ามีการกระทำความผิดก็ให้แจ้งเรื่องมายังพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ประกาศแต่งตั้งเพื่อดำเนินการตรวจสอบความผิด แต่ระหว่างที่ยังไม่มีการแต่งตั้งกำหนดให้อธิบดีกรมอนามัยเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ไปพลางก่อน และ 2.ประกาศว่าด้วยการเปรียบเทียบปรับ เพื่อให้ผู้ซึ่งอธิบดีกรมอนามัยมอบหมายมีอำนาจเปรียบเทียบปรับได้ จากนั้นจึงทยอยออกประกาศลูกฉบับอื่นๆ ตามมา ซึ่งตาม พ.ร.บ.กำหนดให้ดำเนินการภายใน 180 วันหลังจากกฎหมายบังคับใช้คือ ภายในเดือนมีนาคม  2561

ผู้สื่อข่าวถามว่า อาหารสำหรับเด็กเล็กที่ยังไม่มีการออกประกาศลูกรองรับ ต้องมีการออกประกาศด้วยหรือไม่  นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทและผู้ประกอบการจำนวนมากกังวลในเรื่องนี้ ซึ่งตามกฎหมายแล้วอาหารสำหรับเด็กเล็กยังสามารถโฆษณาได้ แต่ห้ามเชื่อมโยงทำให้เข้าใจว่าเป็นอาหารสำหรับทารก ซึ่งหากมีการละเมิดตรงนี้จำนวนมาก คณะกรรมการฯ ก็อาจพิจารณาให้มีการออกประกาศควบคุมในภายหลังได้ แต่ปัจจุบันยังไม่จำเป็นต้องออกประกาศ

นพ.ธงชัย กล่าวว่า สำหรับปัญหาการโฆษณาข้ามกลุ่มสินค้า อย่างโฆษณานมสำหรับเด็กเล็ก แต่ระบุว่ามีสารอาหารต่างๆ เหมือนกับนมสำหรับทารก โดยมีฉลากหน้าตาเหมือนๆ กัน จนทำให้ผู้คนแยกไม่ได้ และเชื่อมโยงสินค้ากันเองนั้น พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็กำหนดชัดว่าจะต้องแยกฉลากอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กให้แตกต่างกันอย่างชัดเจน ก็เชื่อว่าจะช่วยให้ประชาชนสามารถแยกผลิตภัณฑ์ออกได้ ซึ่งการแยกฉลากจะให้เวลาในการปรับเปลี่ยน 1 ปีหลังวันที่บังคับใช้กฎหมาย ซึ่งหากพ้นเวลา 1 ปีไปแล้วยังไม่ปรับเปลี่ยนจะมีโทษปรับสูงสุด 3 แสนบาท ส่วนเรื่องการโฆษณาสารอาหารต่างๆ ที่ว่าทำให้เด็กฉลาดต่างๆ นั้นจะเป็นการโฆษณาเกินจริงหรือโอเวอร์เคลมหรือไม่ ตรงนี้จะเป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นผู้พิจารณา

Advertisement