เมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชั้น 7 อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มีพิธีเปิด “ศูนย์สารสนเทศสิทธิมนุษยชน” ศูนย์กลางความรู้และแหล่งข้อมูลด้านสิทธิมนุษยชน ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการปกป้องดูแลสิทธิของตนเองและผู้อื่น โดยมี นายวัส ติงสมิตร ประธานคณะกรรมสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นางภิรมย์ ศรีประประเสริฐ เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมทำพิธีเปิดศูนย์
นายวัส ประธานคณะกรรมสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กมส. มีหน้าที่ “สร้างเสริมทุกภาคส่วนของสังคมให้ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชน” ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ทุกภาคส่วนในสังคมตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนนั่นคือการให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ตลอดจนการเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้โดยง่าย กมส. จึงได้ดำเนินการจัดตั้ง ’ศูนย์สารสนเทศสิทธิมนุษยชน’ เพื่อเป็นศูนย์กลางความรู้และแหล่งข้อมูลด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ที่มุ่งเน้นการให้บริการสารสนเทศด้านสิทธิมนุษยชนแก่ประชาชนทั่วไป รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรสารสนเทศด้านสิทธิมนุษยชน และหน่วยงานต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“ศูนย์สารสนเทศสิทธิมนุษยชน” จัดตั้งขึ้นภายใต้แนวคิด ‘สานสร้าง’ หรือ ‘Sync.Space’ (Synchronize Space) สานความรู้ สานเครือข่าย สร้างคน สร้างสิทธิมนุษยชน เพื่อเป็นพื้นที่ที่เราจะร่วมมือกันสร้างสรรค์และแบ่งปันข้อมูลความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนผ่านเครือข่าย โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาสนับสนุน ให้มีความรวดเร็ว มีประสิทธิผล และเข้าถึงได้ง่าย
ซึ่งข้อมูลความรู้ต่างๆ ในศูนย์สารสนเทศสิทธิมนุษยชนนี้ กสม. ได้รับความร่วมมือจากองค์กรสารสนเทศด้านสิทธิมนุษยชนและหน่วยงานต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น เครือข่ายความร่วมมือห้องสมุดและศูนย์ข้อมูลสำหรับสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสถาบันการศึกษาในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ห้องสมุดสถาบันราอูลวอลเลนเบิร์ก ว่าด้วยกฎหมายสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรม (RWI) และเครือข่ายความร่วมมือระหว่างห้องสมุดกฎหมาย การเมืองและการปกครอง ในการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันข้อมูลร่วมกัน จึงทำให้ข้อมูลต่างๆ มีความทันสมัย ตรงกับความต้องการใช้งานของผู้ค้นหาที่ครอบคลุมทุกด้านที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน

นายวัส กล่าวว่าก่อนหน้าจะเปิดห้องสมุดแห่งนี้มีประชาชนเข้ามาขอคำปรึกษาอยู่บ่อยครั้ง แม้กระทั่งเวลาที่กสม ลงพื้นที่จัดเวทีให้ความรู้แก่ประชาชน บางเรื่องประชาชนอาจจะไม่ทราบ เช่น ความคืบหน้าที่เป็นพันธกรณีระหว่างประเทศ อย่างกรณีของการอุ้มหายหลายคน ไม่ทราบว่าเราลงนามเมื่อสองปีก่อน แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันซึ่งการที่จะให้สัตยาบันได้ก็ต่อเมื่อเราได้แก้ไขผ่านพ้น มีกฎหมายภายในแล้วเท่านั้น
“ที่ผ่านมาประชาชนยังรู้ไม่ครบถ้วน จะเกินมากกว่าขาด ถ้าเรา “รู้ขาด” มีปัญหาแต่ก็ไม่กระทบถึงผู้อื่น แต่ถ้า “รู้เกิน” ไม่มีสิทธิ์แต่เข้าใจว่าเป็นสิทธิ จะกระทบถึงประชาชนและกระทบถึงเจ้าหน้าที่รัฐด้วย ไปเรียกร้องต่อเจ้าหน้าที่รัฐทั้งๆที่ไม่ใช่ นี่จึงเป็นการให้ความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างครบถ้วน”
โดยศูนย์สารสนเทศสิทธิมนุษยชน ได้รวบรวมความรู้และแหล่งข้อมูลด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยและต่างประเทศ มากกว่า 12,000 รายการ ที่จะช่วยให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้โดยง่าย

สำหรับผู้ที่ต้องการคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนก็มีเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษา ซึ่งรองรับการใช้บริการของผู้พิการด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้เพื่อตอบโจทย์ยุคดิจิทัล และนโยบายไทยแลนด์ 4.0 จึงได้เปิดให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งมีทั้งเว็บไซต์ ไลน์ ยูทูป และเฟสบุ๊ค ในการกระจายองค์ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนที่เป็นประโยชน์ให้ประชาชนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างสะดวกรวดเร็วไม่มีข้อจำกัดด้านการเข้าถึง และสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง”
ศูนย์สารสนเทศสิทธิมนุษยชน เปิดให้บริการตามวันและเวลาราชการ วันจันทร์ – วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 8.30 – 16.30 น. ตั้งอยู่ที่ สำนักงานคณะกรรมสิทธิ์มนุษยชนแห่งชาติ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ชั้น 7 ถนนแจ้งวัฒนะ และสามารถใช้บริการออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านช่องทาง http://library.nhrc.or.th, www.facebook.com/Nhrclibrary,www.youtube.com/LibraryNhrct และ Line: @NHRCLibrary สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0-2141-3844, 0-2141-1987, 0-2141-3881
“เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าศูนย์ สารสนเทศสิทธิมนุษยชนฯ แห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางความรู้ และแหล่งข้อมูลด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนชาวไทยรวมถึงชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย ได้เรียนรู้สิทธิมนุษยชนเพิ่มเติม เพราะเราเชื่อว่าความรู้เป็นพลังสำคัญที่จะช่วยปกป้องสิทธิมนุษยชน” นายวัส กล่าว


