“พ.อุทธรณ์”ยอมรับสูตร เลือก ก.ต. 4:4:4 แต่แย้งสิทธิศาลต้นเลือก3ชั้นศาล ชี้ควรเลือกเฉพาะศาลตัวเอง หวั่นสร้างประชานิยม
จากกรณีร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม (ฉบับที่…) พ.ศ… (องค์ประกอบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม) ในมาตรา 36 (2) บัญญัติถึง องค์ประกอบ ที่มา จำนวนและวิธีเลือกตั้งกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) โดยใน (2) บัญญัติว่า กรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 12 คน ซึ่งข้าราชการตุลาการในแต่ละชั้นศาลเว้นแต่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา เป็นผู้เลือกจากข้าราชการตุลาการในศาลของตนเอง ดังนี้ (ก) ศาลฎีกา ให้เลือกจากข้าราชการตุลาการที่ดำรงตำแหน่งในศาลฎีกา ในตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา จำนวน 6 คน (ข) ศาลอุทธรณ์ ให้เลือกจากข้าราชการตุลาการที่ดำรงตำแหน่งในศาลชั้นอุทธรณ์ในตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ หรือผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค จำนวน 4 คน (ค) ศาลชั้นต้น ให้เลือกจากข้าราชการตุลาการที่ดำรงตำแหน่งในศาลชั้นต้น ในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จำนวน 2 คน โดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเข้าชื่อ 300คน เห็นควรให้สัดส่วน ก.ต.เท่ากันแบบ 4 : 4 : 4 จึงเหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้พิพากษาในแต่ละชั้นศาล รวมถึงให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมีสิทธิเลือก ก.ต.ในศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาได้นั้น
นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ในฐานะที่เคยเป็น ก.ต.ศาลชั้นอุทธรณ์ และเคยเป็นอนุ ก.ต.ศาลชั้นต้น นั้น ได้ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า ตอนนี้ประเด็นสำคัญ คือ การเปิดรับฟังความคิดเห็นของผู้พิพากษาทั่วทั้งประเทศอย่างแท้จริง ตามที่รัฐธรรมนูญฯ ปี 2560 มาตรา 77 ที่ว่า “ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้อง…และนำมาประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎมายทุกขั้นตอนฯ เพื่อพัฒนากฎหมายทุกฉบับให้สอดคล้องเหมาะสม…” เพื่อให้ได้มาเสนอโมเดลที่แต่ละฝ่ายต้องการให้นำมาปรับปรุงแก้ไขโครงสร้าง ก.ต.ในจังหวะการแก้กฎหมายครั้งนี้ ซึ่งการจัดสัมมนาเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้พิพากษาต่างๆ ได้เข้ามาระดมความคิดเห็นแล้วเสนอโมเดลต่อหน้ากันเป็นเรื่องที่ดีกว่าซึ่งจะมีโอกาสได้ดีเบตความเห็นกันทุกส่วน ถ้าผู้พิพากษาทั่วประเทศทุกคนจะไม่สามารถมาร่วมได้ก็ให้เป็นตัวแทนศาลแต่ละพื้นที่มาร่วม เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง มากกว่าการเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็ปไซต์
นายอนุรักษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนโครงสร้าง ก.ต.นั้น โมเดลที่ผู้พิพากษาระดับศาลชั้นต้น รวบรวมรายชื่อเสนอสัดส่วน ก.ต.แบบเดิมคือ 4 : 4 : 4 ที่กำหนดให้เท่ากันทุกชั้นศาลเหมือนในอดีตก่อนที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ปี 2550 นั้นตนก็รับโมเดลนี้ได้ แต่ลักษณะของการเลือก ก.ต.นั้น ก็ควรให้เป็นสิทธิผู้พิพากษาแต่ละชั้นศาลนั้นเลือกกันเอง คือ ศาลฎีกาเลือกศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์เลือกศาลอุทธรณ์ และศาลชั้นต้นเลือกศาลชั้นต้น ทั้งนี้เพราะหากให้สิทธิผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเลือกผู้พิพากษาศาลฎีกาเป็น ก.ต.ในส่วนศาลฎีกา สุดท้ายอาจจะกลับมาสู่ปัญหาเดิมที่เคยแก้กันไปแล้วเรื่องการหาเสียงใน ก.ต. ที่ศาลไม่ต้องการให้เป็นวัฒนธรรมคล้ายการเมืองแล้วจะกลายเป็นการสร้างความนิยมเหมือนประชานิยม อีกทั้งเนื่องจากระดับความอาวุโสที่ห่างกันจะทำให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้ล่วงรู้ถึงการปฏิบัติราชการหรือพฤติกรรมลักษณะนิสัย ความประพฤติของผู้พิพากษาศาลสูงที่จะได้รับเลือกได้ดี และสุดท้ายจะเลือกจากความนิยม ทั้งที่การเลือก ก.ต. เป็นส่วนสำคัญที่จะต้องคัดสรรผู้พิพากษาที่มีประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถจากความอาวุโสระดับหนึ่งที่ปฏิบัติหน้าที่มานานเพื่อให้ร่วมกันดูแลประโยชน์ส่วนรวมขององค์กร และประโยชน์ส่วนตัวของผู้พิพากษาให้ได้สัดส่วนที่สมดุลกัน
นายอนุรักษ์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ดีส่วนตัว นอกจากโมเดล ก.ต.ดังกล่าวแล้ว ยังมองถึงโมเดลที่สามารถนำเสนอได้อีกเพื่อให้หลุดพ้นจากกรอบชั้นศาล คือ เมื่อปกติศาลจะมีการจัดลำดับบัญชีอาวุโสของผู้พิพากษาอยู่แล้ว ลำดับที่ 1 ชั้น 5 มีเพียงคนเดียวคือ “ประธานศาลฎีกา” ลำดับที่ 2 รองลงมาคือ ชั้น 4 ตั้งแต่ตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลฎีกา ประธานแผนกคดีในศาลฎีกา ไล่เรียงกันมาจนถึงอาวุโสชั้น 3 และ ชั้น 2 ก็ใช้บัญชีอาวุโสดังกล่าวให้คัด 800 รายชื่อจากอาวุโสตั้งแต่ชั้น 4 ลงมา เพราะโดยตำแหน่งประธานศาลฎีา เป็นประธาน ก.ต.อยู่แล้วไม่ต้องรับเลือก จากนั้นให้800รายชื่อได้เลือกกันเองเหลือ32คน จากการกำหนดสัดส่วนแบ่งเป็น8ชุดๆละ100คน โดยให้แต่ละช่วง100คนนั้นเลือกกันเองมา4คน แล้วเมื่อได้รายชื่อทั้งหมด 32 คน ก็นำมาให้ผู้พิพากษาทั่วประเทศร่วมกันใช้สิทธิเลือก จากใน 32 คนนั้นใครได้คะแนนสูงสุด 12 คนแรก เป็น ก.ต. ส่วนที่เหลือ 20 คน สามารถให้เป็น อนุ ก.ต.ได้เลยเพราะถือว่าผ่านการคัดเลือกมาแล้ว โดยโมเดลนี้ไม่ใช่ว่าเลือกเฉพาะอาวุโสศาลสูง แต่เพราะ ก.ต. มีความสำคัญที่เป็นส่วนชี้นำในการวางแนวการปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษาในองค์กรได้จากการวินิจฉัยให้คุณให้โทษทางวินัยกับผู้พิพากษาได้ดูเป็นตัวอย่างว่าสิ่งใดทำได้ และทำไม่ได้ ดังนั้นต้องเลือกผู้พิพากษาที่มีประสบการณ์ทำงานมาไมน้อยกว่า 20 ปี และความเป็นผู้ใหญ่ต้องมีอยู่แล้วเป็นธรรมดา อีกทั้งโมเดลนี้ไม่ได้ตัดการมีส่วนร่วมแต่ยังส่งเสริมให้ผู้พิพากษาทั่วประเทศใช้สิทธิเลือก ก.ต.ได้ทั้ง 12 คนรวมกันโดยไม่จำกัดกรอบชั้นศาล
“ศาลต้องทำให้เห็นว่า เราส่งเสริมการมีส่วนร่วมในองค์กร และการรับฟังความคิดเห็นสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญฯ และบอกได้ว่าเมื่อรับฟังความเห็นแล้วนำไปต่อยอด หรือปรับแก้ไขหรือไม่ มีเหตุผลในการหักล้างกันอย่างไร เพื่อให้ทุกคนได้ยอมรับผลที่มีการรับฟังความเห็นนั้นแล้ว จะได้ไม่เกิดปัญหาในภายหลังที่จะมีการนำประเด็นไปยื่นสู่ศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความว่ากระบวนการตรากฎหมายชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งองค์กรศาลยุติธรรมต้องทำให้เห็นตัวอย่างแก่องค์กรอื่นๆว่าเราได้ดำเนินการับฟังความคิดเห็นอย่างถูกต้องตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพราะองค์กรศาลเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย ในขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการยุติธรรมที่จะทำให้สังคมเชื่อมั่นในความสุจริต ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม”นายอนุรักษ์กล่าว

