รองเลขาฯศาลยุติธรรม แจงร่างองค์ประกอบสัดส่วน ก.ต. ป้องหาเสียง อยู่ระหว่างฟังความเห็น ตาม ม. 77

4.09.17 | 16:58 น.
นายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

เมื่อวันที่ 4 กันยายน นายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงการประกาศรับฟังความคิดเห็นตาม “ร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม (ฉบับที่…) พ.ศ… (องค์ประกอบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม) ว่าร่างนี้มาจากฝ่ายตุลาการเป็นคนเสนอเอง ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (กบศ.)และคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.)ก่อนเสนอ จะต้องเข้ากระบวนการการรับฟังความเห็นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ที่บัญญัติว่ากฎหมายใดๆจะต้องเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดการทำประชาพิจารณ์หรือรับฟังความเห็นนั้นเริ่ม ตั้งแต่ วันที่ 21 สิงหาคม ถึงวันที่ 4 กันยายน

นายสราวุธ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องที่มีผู้พิพากษาเข้าชื่อ เสนอความเห็นใน 4 ประเด็นที่เป็นข่าวนั้น เป็นกระบวนการในการดำเนินการภายใน เรารับฟังอยู่แล้วย่อมมีความเห็นที่แตกต่างกัน มีเกี่ยวกับเรื่องสัดส่วนของ ก.ต. โดยประเด็นหลักก็คือประเด็นสัดส่วน เพราะที่ผ่านมาในอดีตตั้งแต่ปี2521 จนถึง รัฐธรรมนูญปี 2540นั้น โครงสร้าง ก.ต.มีการปรับเปลี่ยนตลอดมา อย่างปี2521 สัดส่วน ก.ต.มีเพียง 12 คน เท่านั้น โดยมี ก.ต.ในตำแหน่ง 4 คนและมาจากการเลือกตั้ง 8 คน เป็นอดีตผู้พิพากษา4และเป็นผู้พิพากษาอยู่ในราชการ อีก 4 คน แต่ต่อมานั้นปี2540 หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว ศาลได้แยกออกจากกระทรวงยุติธรรม จนในปี2543 มีการออก พ.ร.บ.ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการ 2543 เป็นครั้งแรกที่มีการปรับสัดส่วนของ ก.ต. จาก 12 คนเป็น 15 คน

นายสราวุธ กล่าวอีกว่า เราเคยมี ก.ต.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยมีประธานศาลฎีกาเป็น ก.ต.โดยตำแหน่ง และ จากบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ผู้พิพากษาที่รับเลือกมาจากสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)รวม 3 คนและก.ต.ที่มาจากการเลือกตั้งในศาลชั้นต้น 4 อุทธรณ์ 4 และศาลฎีกาอีก 4 คน นับเป็นครั้งแรกที่มีการเปลี่ยน และเป็นครั้งแรกที่เอาบุคคลภายนอกมานั่งเป็น ก.ต.ด้วย แต่ต่อมา ในปี2551 หลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 มีการแก้ไขกฎหมายโดยปรับสัดส่วน ก.ต. จากชั้นศาลละ 4 คน เป็นชั้นศาลฎีกามี 6 คน ศาลอุทธรณ์ 4 คน และศาลชั้นต้น 2 คน และยังมี2 คน ที่เป็นบุคคลภายนอกที่รับเลือกจาก ส.ว. เหมือนเดิม โดยมีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ทั้งหมด 15 คน

“ตั้งแต่ปี2551 ใช้จนเรื่อยมา จนมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี2560 รัฐธรรมนูญปี 2560 อยู่ในมาตรา 196 กำหนดไว้ว่าให้มี ก.ต.ในแต่ละชั้นศาล โดยรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุไว้ว่ากี่คน และนอกจากนี้กำหนดให้มีผู้ทรงคุณวุฒิ เปลี่ยนจากเดิมที่บอกว่าต้องเลือกจากวุฒิสภา เป็นผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่ได้รับเลือกจากผู้พิพากษาไม่เกิน 2 คนเท่าเดิม จากผู้พิพากษาทั่วประเทศ ในมาตรา 196″นายสราวุธกล่าว

นายนายสราวุธ กล่าวต่อว่า ในมาตรา 196 รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ได้กำหนดว่า ก.ต.จะมีกี่คน จะสังเกตดูได้จากรัฐธรรมนูญปี2560 รายละเอียดในรัฐธรรมนูญ ในเรื่องส่วนใหญ่ เขาจะปล่อยให้เป็นตามพ.ร.บ.หรือกฎหมายลูก จะไม่กำหนดรายละเอียดในรัฐธรรมนูญ เพราะถ้ากำหนดรายละเอียดในรัฐธรรมนูญแล้วนั้น ถ้าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำได้ยาก จึงคงกำหนดเพียงแต่ว่าให้ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน แล้วมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นข้าราชการตุลาการในแต่ละชั้นศาลซึ่งไม่บอกว่ากี่คน แต่จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งไม่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการตุลาการ ที่ต้องได้รับเลือกจากข้าราชการตุลาการ ไม่เกิน 2 คน อันนี้ คือเหตุผลที่กำหนดไว้ โดยตอนที่ร่างรัฐธรรมนูญเป็นข้อกังวลของฝ่ายตุลาการว่า ถ้าเอาสัดส่วนของบุคคลภายนอกมามากเกินไป กลัวว่าจะมีการแทรกแซงจากภายนอกจึงกำหนดสัดส่วน ก.ต.ภายนอกไม่เกิน 2 คน แต่เมื่อมีการเขียนคร่าวๆไว้เช่นนั้น จึงเป็นที่มาของการที่จะต้องยกร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมฉบับใหม่ เพื่อกำหนดรายละเอียดกันเรียบร้อย เรื่องนี้ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าการกำหนดสัดส่วน ก.ต.ของที่มาจากตัวแทนจากแต่ละชั้นศาล จึงเป็นที่มาของความเห็นไม่ตรงกันใน พ.ร.บ. มีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นรวมตัวกันไม่เห็นด้วยกับ ก.ต. สูตร 6-4-2 และอยากจะได้เป็นสูตร ก.ต. แต่ละชั้นศาลเป็น 4-4-4 เท่ากัน

Advertisement

“เรื่องนี้แต่ละฝ่ายต่างมีเหตุผลในความเห็นของตัวเอง แต่กระบวนการในการเสนอกฎหมายเราใช้เสียงข้างมาก คนที่เห็นเหมือนกับกลุ่มผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่แสดงความคิดเห็นก็มี แต่ก็เป็นเสียงข้างน้อย แต่กระบวนการในการเสนอกฎหมายเสียงข้างมากก็ต้องรับฟังเสียงข้างน้อย แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)จะพิจารณาอย่างไรก็ตามแต่เหตุผลที่แต่ละฝ่ายเสนอ แต่ในชั้นที่จัดทำร่างตัวนี้ เรามีความเห็นส่วนใหญ่ในการพิจารณากฎหมายว่าจะใช้สูตรสัดส่วนก.ต.เดิม แต่เมื่อมีเสียงข้างน้อยที่เห็นว่าควรเป็นชั้นศาลละ 4 คน ก็ต้องเสนอไป แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 77 กำหนดขั้นตอนในการรับฟังความคิดเห็นไว้ ฉะนั้นก็เป็นสิทธิของเสียงข้างน้อยที่จะให้ความเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับร่างที่เสนอไป แนบท้ายไปยัง สนช.เป็นผู้พิจารณา ทุกๆ ฝ่ายต้องปฏิบัติตามฝ่ายนิติบัญญัติ สำหรับขั้นตอนต่อไป ร่างนี้ต้องเสนอไปที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)และขณะนี้ อยู่ในกระบวนการขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นอยู่”นายสราวุธกล่าว

นายสราวุธ กล่าวด้วยว่า หากส่งไปยัง ครม.แล้ว ทาง ครม.อาจมีความเห็นเป็นอื่นหรือเพิ่มเติมได้ เพราะกระบวนการนิติบัญญัติ บริหาร และฝ่ายตุลาการ แต่ละฝ่ายมีอำนาจใช้ดุลยพินิจรับฟังเหตุผลของฝ่ายเสียงข้างมากข้างน้อยได้ โดยทางศาลเองที่เป็นผู้เสนอ จะมีผู้ที่ไปให้ข้อมูลในเรื่องของหลักการของร่างดังกล่าว

“ในปัจจุบันนี้ ผู้พิพากษาของศาลยุติธรรมทั้งประเทศมีจำนวน 4,605 คน ประกอบด้วย ผู้พากษาศาลชั้นต้นประมาณ3,800 กว่าคน ในศาลชั้นต้นจะมีผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์ หรือผู้พิพากษาศาลฎีกาที่มีระดับอาวุโส ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีผู้พิพากษา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และผู้พิพากษาหัวหน้าศาลบางส่วนอยู่ ในการรับเลือกเป็น ก.ต.ของศาลชั้นต้นได้ กำหนดว่าต้องดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาระดับหัวหน้าศาล”นายสราวุธกล่าว

เมื่อถามถึงข้อเสนอให้ใช้ระบบเลือกตั้งรวมโดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้นสามารถเลือก ก.ต.ของศาลอุทธรณ์และฎีกาได้ นายสราวุธ กล่าวว่า ปัจจุบันนี้กำหนดให้เมื่อเป็นผู้พากษาศาลชั้นไหนก็เลือก ก.ต.ในชั้นศาลนั้น เนื่องจากว่าแต่เดิมครั้งแรกที่ใช้สัดส่วนทุกชั้นศาล 4 คนเท่ากันหมด และ ผู้พิพากษาทุกชั้นศาลสามารถเลือก ก.ต.ของทุกชั้นศาล12คน จนมีการแก้กฎหมายเมื่อปี 2551 เพื่อป้องกันการหาเสียง มีการเพิ่มกฎหมายในเรื่องห้ามหาเสียง จึงเป็นเหตุผลตอนที่แก้ไขร่าง พ.ร.บ.ที่เรากำหนดสัดส่วน 6: 4: 2 การแก้ไขดังกล่าวมาจากหลายเหตุผลประกอบกัน และความเห็นที่จะกลับมาใช้สัดส่วนแบบเดิมที่ให้ผู้พิพากษาทุกชั้นศาล จึงเป็นความเห็นของเสียงข้างน้อยที่ต้องไปสู้ใน สนช.

นายสราวุธ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ได้ผ่านขั้นตอน เห็นชอบ ของ กบศ.ในหลักการและส่งอนุ กบศ.พิจารณาร่าง โดยอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ถ้าหากมีการรวบรวมความคิดเห็นไปยังสำนักงานศาลยุติธรรมแล้วร่างดังกล่าวจะเข้าสู่การพิจารณาของ อนุ กบศ.และ เสนอให้ กบศ.ก่อนที่จะส่งเข้าครม. และส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาดูข้อกฎหมายก่อนส่ง สนช.พิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการเข้าชื่อของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวอยู่ระหว่างการการรับฟังความเห็นตามรัฐธรรมนูญ