มูลนิธิสืบฯเสนอกรมอุทยานฯเข้าไปดูแล จระเข้น้ำเค็มภูเก็ต

4.09.17 | 17:30 น.

สืบเนื่องจากวันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีข่าวการพบจระเข้น้ำเค็มเพศผู้ อายุ 5-8 ปี ความยาว 3 เมตรเศษ หนักประมาณ 200 กิโลกรัม ที่หาดบางเทา จ.ภูเก็ต และต่อมาวันที่ 1 กันยายน ได้มีการจับจระเข้น้ำเค็มขึ้นจากแหล่งน้ำ และนำไปพักฟื้นไว้ในบ่อซีเมนต์ขนาดใหญ่ ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 5 (ภูเก็ต) ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ของกรมประมง จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า จระเข้น้ำตัวดังกล่าวมีอาการซึมเศร้า ไม่กินอาหาร เนื่องจากปกติจะอาศัยอยู่ในน้ำและชายฝั่งที่มีลักษณะพื้นกว้าง การจับจระเข้มาพักไว้ในบ่อซีเมนต์ที่มีพื้นที่ไม่เหมาะสม ทำให้จระเข้น้ำเค็มเกิดความเครียด และส่งผลต่ออาการอื่นๆ ตามมานั้น

วันที่ 4 กันยายน นายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในฐานะที่เป็นองค์กรที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ปกป้องป่าผืนใหญ่ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และความหลากหลายทางระบบนิเวศแล้ว เดินทางไปยัง จ.ภูเก็ต และได้ไปเยี่ยมจระเข้น้ำเค็มตัวดังกล่าว ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 5 และให้สัมภาษณ์ว่า มูลนิธิสืบฯ ยังให้ความสำคัญกับสิ่งมีชีวิตชนิดพันธุ์ที่สำคัญและถูกคุกคาม จึงมีข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณะชนในการร่วมกันรักษาไว้ซึ่งพันธุกรรมของสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ชนิดนี้ ระยะเร่งด่วน ควรย้ายจระเข้น้ำเค็มไปยังพื้นที่รองรับทางธรรมชาติที่เหมาะสม รูปแบบพื้นที่ปิด เพื่อการศึกษาวิจัย และเป็นการลดอาการเครียดของจระเข้ เช่น สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า หรือหน่วยงานที่มีศักยภาพเหมาะสมในการดูแลจระเข้ดังกล่าว

นายศศิน กล่าวว่า ส่วนในระยะยาวจะต้องศึกษาทางเลือกในการปล่อยคืนพื้นที่ธรรมชาติในพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูชนิดพันธุ์จระเข้น้ำเค็ม ซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีถิ่นอาศัยกระจายอยู่ในเขตอินโด-แปซิฟิก ตั้งแต่อ่าวเบงกอล หมู่เกาะอันดามัน เขตประเทศอาเซียนทั้งหมด ไปจนถึงตอนเหนือออสเตรเลีย และจากการจัดสถานภาพของจระเข้น้ำเค็มในประเทศไทยอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง

“กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการรักษาแหล่งพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ซึ่งจระเข้น้ำเค็มประสบกับสถานภาพอันน่าเป็นห่วง ประกอบไปด้วยจำนวนประชากรที่มีน้อยลงมาก อีกทั้งถิ่นอาศัยลดลง จึงควรมีการบูรณาการการดำเนินงานอย่างมีส่วนร่วมกับกรมประมง เพื่อดูแลรักษาและปล่อยคืนพื้นที่ธรรมชาติ รวมถึงการศึกษาวิจัยเพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมตามข้อที่ 2 ทั้งนี้ ควรเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนได้รับทราบเกี่ยวกับจระเข้น้ำเค็ม รวมถึงบทบาทความสำคัญของจระเข้ในธรรมชาติที่นอกจากจะช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศแล้ว ยังมีโอกาสส่งเสริมเรื่องของการท่องเที่ยว เอื้อให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนของมนุษย์กับสัตว์ป่า ซึ่งมีตัวอย่างในหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ พม่า”นายศศิน กล่าว

Advertisement

เมื่อถามว่า ถึงตอนนี้ควรจะเอาจระเข้ไปปล่อยที่เดิมตามที่เรียกร้องกันมาหรือไม่ นายศศิน กล่าวว่า ถึงตอนนี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นจระเข้ที่หลุดออกมาจากการเลี้ยง หรือเป็นจระเข้ธรรมชาติ แต่ความเป็นจริงที่ทุกคนต้องรู้ก็คือ จระเข้น้ำเค็มนั้นเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามกฏหมายไม่สามารถเลี้ยงหรือครอบครองได้อยู่แล้ว กรมอุทยานฯในฐานะที่รับผิดชอบเรื่องนี้ก็ต้องนำไปดูแล เหมือนสัตว์ชนิดอื่นๆที่จับมาได้ ทั้งนี้ก็ต้องจัดสถานที่ให้เหมาะสมด้วย