บอร์ดสปสช.อนุมัติงบ 1.2 หมื่นล้าน ให้รพ.ราชวิถีจัดซื้อยาปี 2561

4.09.17 | 17:29 น.

หลังจากคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ด สปสช.) มีมติเสียงข้างมากให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำแผนการจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษปี 2561 และให้เครือข่ายหน่วยบริการโรงพยาบาลราชวิถี ในการจัดซื้อยากลุ่มพิเศษ เช่น ยาบัญชี จ(2) ยาต้านพิษ ฯลฯ โดยกลุ่มเครือข่ายผู้ป่วยและเอ็นจีโอมองว่าอาจไม่เป็นไปตามกฎหมายและทำให้ผู้ป่วยขาดการเข้าถึงยาหรือไม่

เมื่อวันที่ 4 กันยายน ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ด สปสช.) มีวาระการพิจารณาการปรับปรุงประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่องหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสำหรับผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บัตรทอง) ปีงบประมาณ 2561 และหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ ซึ่งกรรมการ สปสช.สัดส่วนภาคประชาชน มีข้อทักท้วงในเรื่องการให้เครือข่ายหน่วยบริการจัดซื้อยา วัคซีน เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษทำได้หรือไม่ โดยขอให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจน และขอให้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่าสามารถทำได้ตามกฎหมายหรือไม่

นพ.ปิยะสกลกล่าวว่า ระบบการจัดซื้อยาจำเป็นตามโครงการพิเศษที่ใช้กลไกใหม่ โดยเครือข่ายหน่วยบริการนั้นยังต้องเดินหน้าต่อ เพราะหากหยุดแล้วเกิดผลกระทบทุกคนจะต้องรับผิดชอบ ส่วนข้อทักท้วงต่างๆ นั้นจะบันทึกไว้ และให้ทำคู่ขนานกันไปในเรื่องของการส่งคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ เพราะไม่ต้องการประชาชนได้รับผลกระทบ หากไม่สามารถดำเนินการจัดหายาได้ทันในปีงบ 2561 ขณะที่ส่วนของ สตง.นั้นคงไม่ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะก็มีการทำบันทึกการประชุมและนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ การให้เครือข่ายหน่วยบริการดำเนินการแทน สปสช. เพราะ สตง.ทักท้วงว่า สปสช.ไม่สามารถดำเนินการได้ ก็ต้องมีการพิจารณาแนวทางอื่นที่ดำเนินการได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

นพ.ปิยะสกลกล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบเรื่องการปรับปรุงประกาศคณะกรรมการเรื่องหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสำหรับผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปีงบประมาณ 2561 และหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ และมีมติเห็นชอบกรณีที่จะนำเงินที่ได้กลับมาจากการซื้อยา เช่น เงินสวัสดิการจากองค์การเภสัชกรรม(อภ.) ร้อยละ 5 ไปดำเนินการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ต่อไปให้ประชาชนทั้งหมด เนื่องจากเงินนี้ถือเป็นเงินภาษีสำหรับประชาชน ก็ควรเอากลับคืนประชาชน ไม่มีการเอามาเข้ากองทุน

นพ.จักรกริช โง้วศิริ ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช.กล่าวว่า ประกาศในส่วนที่มีการเพิ่มเติม อาทิ ในปีงบประมาณ 2561 อาจมีการกำหนดแนวทางการจ่ายค่าใช้จ่ายสำหรับบริการผ่าตัดแบบไม่ค้างคืน (One day surgery) โดยจะมีการวิเคราะห์ข้อมูลผลกระทบต่อหน่วยบริการและผู้รับบริการ การหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและการเตรียมระบบการจ่ายค่าใช้จ่ายก่อนที่จะมีการดำเนินการ นอกจากนี้ เพิ่มในหมวด 9 เรื่องค่ายา วัคซีน เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษ โดยให้เครือข่ายหน่วยบริการด้านยาและเวชภัณฑ์ มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายจากกองทุน เพื่อดำเนินการจัดหายา วัคซีน เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษในภาพรวม และสนับสนุนให้แก่หน่วยบริการในเครือข่ายในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อเครือข่ายหน่วยบริการด้านยาฯดำเนินการจัดหาแล้วเสร็จ หากมีเงินเหลือให้ใช้สำหรับการจัดหายาตามโครงการพิเศษครั้งถัดไป หากไม่มีการจัดหาครั้งถัดไปให้ส่งเงินคืนกองทุนพร้อมดอกผล แต่หากเงินงบประมาณไม่เพียงพอ ให้แจ้งต่อคณะอนุกรรมการที่บอร์ด สปสช.มอบหมายเพื่อให้ สปสช.รวบรวมข้อมูลเสนองบประมาณเพิ่มเติมตามความเหมาะสมต่อไป

Advertisement

สำหรับแผนและวงเงินการจัดหายา วัคซีน เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษ ปี 2561 รวม 12,092.76 ล้านบาท แยกเป็นยาบัญชี จ(2) ยาซีแอล ยากำพร้าและยาต้านพิษ จำนวน 2,426.78 ล้านบาท ยาวัณโรค จำนวน 440.31 ล้านบาท โครงการวัคซีน 1,866.90 ล้านบาท ยาสำหรับผู้ป่วยเอชไอวี/เอดส์ จำนวน 2,594.445 ล้านบาท ยาสำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง จำนวน 4,107.31 ล้านบาท และค่าอุปกรณ์และอวัยวะเทียม ได้แก่ ข้อเข่าเสื่อมและขดลวดค้ำยันผนังหลอดเลือดโคโรนารี (stent) จำนวน 926.83 ล้านบาท