เมื่อวันที่ 4 กันยายน คณะผู้พิพากษาเป็นผู้แทนของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นได้นำรายชื่อ ของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประมาณ 1,000 รายชื่อ มายื่นต่อนายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม ผู้แทนของ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม โดยคณะผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่มีรายชื่อได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตุลาการ ศาลยุติธรรม (ฉบับที่……) พ.ศ. …… (ปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม) ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมได้เสนอร่าง เพื่อให้ผู้พิพากษาทั่วประเทศร่วมแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พศ.2560 มาตรา 77 วรรคสอง
ทั้งนี้ ผู้พิพากษาชั้นต้นที่มีรายชื่อ ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว จึงร่วมกันแสดงความคิดเห็นในประเด็นองค์ประกอบและที่มาของกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ หรือก.ต.ตามมาตรา 36 (2) แห่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งบัญญัติว่า “กรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน12คน ซึ่งข้าราชการตุลาการในแต่ละชั้นศาล เว้นแต่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา เป็นผู้เลือกจากข้าราชการตุลาการในชั้นศาลของตนเอง ดังนี้ (ก) ศาลฎีกา ให้เลือกจากข้าราชการตุลาการที่ดำรงตำแหน่งในศาลฎีกา ในตำแหน่ง ที่ไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา จำนวนหกคน (ข) ศาลชั้นอุทธรณ์ ให้เลือกจากข้าราชการตุลาการที่ดำรงตำแหน่งในศาลชั้นอุทธรณ์ ในตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์หรือผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค จำนวน สี่คน (ค) ศาลชั้นต้น ให้เลือกจากข้าราชการตุลาการที่ดำรงตำแหน่งในศาลชั้นต้นในตำแหน่ง ที่ไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จำนวนสองคน” โดยแยกแสดงความคิดเห็นประเด็นตามร่างพระราชบัญญัติมาตราดังกล่าว ออกเป็น 2 ประเด็นคือ
“ประเด็นแรก องค์ประกอบ (หมายถึง คุณสมบัติและจำนวน) ของคณะกรรมการตุลาการ ศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) เห็นว่า ในส่วนของคุณสมบัติของ ก.ต. ในแต่ละชั้นศาลนั้น ก.ต.ของศาล ชั้นใดควรเป็นผู้พิพากษาจากศาลชั้นนั้นอย่างแท้จริง เนื่องจากตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 196 บัญญัติที่มาของ ก.ต. ให้มาจากกรรมการตุลาการในแต่ละชั้นศาล ดังนี้ ผู้พิพากษาทุกคนย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าตนเองเป็นผู้พิพากษาชั้นใด แต่ตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวกลับบัญญัติถึงคุณสมบัติของ ก.ต. โดยใช้ข้อความว่าให้เลือกจากข้าราชการตุลาการที่ “ดำรงตำแหน่งในศาล” โดยมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญอันจะส่งผลทำให้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและจะส่งผลให้ผู้พิพากษาสามารถแสดงความประสงค์เข้ารับการเลือกตั้งเป็น ก.ต.ข้ามชั้นศาลของตนเองได้ และทำให้ผู้พิพากษาที่ได้รับการเลือกตั้งเป็น ก.ต.ไม่ใช่ตัวแทนผู้พิพากษาในศาลชั้นนั้นๆ อย่างแท้จริง โดยเฉพาะในศาลชั้นอุทธรณ์และศาลชั้นต้น เช่น ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกามาดำรงตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ภาค ย่อมไม่สามารถลงรับเลือกตั้ง ก.ต.ศาลชั้นอุทธรณ์ได้ หรือผู้พิพากษาศาลฎีกา และผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์มาดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น เป็นต้น หรืออธิบดีผู้พิพากษาภาค ก็ย่อมไม่สามารถลงรับเลือกตั้ง ก.ต.ศาลชั้นต้นได้ เป็นต้น ร่างพระราชบัญญัติในส่วนดังกล่าวจึงไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยแบบตัวแทนและการมีส่วนร่วม และขัดต่อเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งประสงค์ให้คณะกรรมการที่บริหารงานบุคคลของผู้พิพากษาต้องได้รับเลือกจากผู้พิพากษาในแต่ละชั้นศาลเท่านั้น เนื่องจากผู้พิพากษาในชั้นศาลใดย่อมมีความรู้และ ความเข้าใจในปัญหารวมทั้งทราบข้อมูลของผู้พิพากษาแต่ละชั้นศาลของตนเองมากกว่าผู้พิพากษาศาลชั้นอื่น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารงานบุคคลให้เป็นไปด้วยความถูกต้องชอบธรรมอย่างแท้จริง
“สำหรับจำนวนของ ก.ต. ในแต่ละชั้นศาลนั้นสมควรเป็นสัดส่วน 4:4:4 กล่าวคือ ปัจจุบันอัตรากำลังผู้พิพากษาศาลฎีกามี 150 คน ศาลชั้นอุทธรณ์มี 750 คน ศาลชั้นต้นมี 3,849 คน (ข้อมูล ปี 2560) คือสัดส่วน 150:750:3,849 แต่การกำหนดสัดส่วน ก.ต. ในร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวกลับกำหนดสัดส่วนของศาลชั้นฎีกา ศาลชั้นอุทธรณ์ และศาลชั้นต้น เป็น 150 : 6 ,750 : 4 และ 3,849 : 2 ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่ามิได้เป็นไปตามหลักสัดส่วน ดังนี้ 6:4:2 จึงเป็นจำนวนหรือสัดส่วนที่ไม่เหมาะสมและไม่ เป็นธรรมต่อศาลชั้นต้นอย่างยิ่ง
“ประเด็นที่สอง ที่มาของคณะกรรมการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิแต่ละชั้นศาล เห็นว่า การที่ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 36 วรรคหนึ่ง (2) บัญญัติว่า “กรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน12คน ซึ่งข้าราชการตุลาการในแต่ละชั้นศาล เว้นแต่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาเป็นผู้เลือกจากข้าราชการตุลาการในชั้นศาลของตนเอง….” ย่อมเป็นการขัดต่อหลักตัวแทน การปกครองในระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือ ก.ต.ทุกชั้นศาลทั้ง12คน ถือเป็นตัวแทนของผู้พิพากษาทั้งประเทศ ไม่ใช่เป็นตัวแทนเฉพาะชั้นศาลของตนเองเท่านั้น เนื่องจากปัจจุบันนี้ ก.ต.ชั้นศาลฎีกา และชั้นศาลอุทธรณ์ มีอำนาจที่จะให้คุณและให้โทษกับผู้พิพากษาศาลชั้นต้นได้ แต่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นกลับไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือก ก.ต.ชั้นศาลฎีกาและชั้นศาลอุทธรณ์ ดังนี้จะถือว่า ก.ต.ชั้นศาลฎีกาและชั้นศาลอุทธรณ์ เป็นตัวแทนของ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้ และเมื่อไม่ได้เป็นตัวแทนก็ย่อมไม่มีอำนาจที่จะให้คุณและโทษได้ เพราะจะเป็นการไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตยดังกล่าว ดังนี้ จึงเห็นควรให้แก้ไขร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยให้ ก.ต. ในแต่ละชั้นศาลมาจากการเลือกของผู้พิพากษาทุกชั้นศาล ด้วยเหตุผลตามที่กล่าวมาข้างต้น ข้าพเจ้าขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยขอปรับแก้ไขร่าง มาตรา 36 (2) ใหม่ เป็นข้อความดังนี้
“(2) กรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน12คน ซึ่งข้าราชการ ตุลาการทุกชั้นศาล เว้นแต่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา เป็นผู้เลือกจากข้าราชการตุลาการในแต่ละ ชั้นศาล ดังนี้ (ก) ศาลฎีกา ให้เลือกจากข้าราชการตุลาการในศาลชั้นฎีกาในตำแหน่ง ที่ไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา จำนวนสี่คน (ข) ศาลชั้นอุทธรณ์ ให้เลือกจากข้าราชการตุลาการในศาลชั้นอุทธรณ์ ในตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์หรือผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค จำนวนสี่คน (ค) ศาลชั้นต้น ให้เลือกจากข้าราชการตุลาการในศาลชั้นต้นใน ตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จำนวนสี่คน”
ข่าวแจ้งว่า สำหรับรายชื่อของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่มีการนำส่งวันนี้เป็นเพียงรายชื่อเบื้องต้น โดยผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น กำลังส่งรายชื่อมาให้ในการประชาพิจารณ์ลำดับถัดไป คาดว่าจะมีรายชื่อของคณะผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประมาณ 2,000 รายชื่อที่เห็นด้วยกับแนวความคิดนี้

