“หลายคนมักเข้าใจว่า ผู้สูงวัยที่หลงๆ ลืมๆ เป็นเรื่องปกติ แต่จริงๆ อาจไม่ใช่ เพราะอาจเป็นหนึ่งในอาการสมองเสื่อมได้…” นพ.จุมภฏ พรมสีดา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวถึงภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ ที่ไม่ใช่เรื่องปกติ แต่จำเป็นต้องมีการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
แนวทางสำคัญคือ ต้องมีการตรวจคัดกรอง เพื่อหาโรคให้พบก่อน และเมื่อไม่นานมานี้กรมสุขภาพจิต โดยความร่วมมือทั้งโรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ ร่วมกับโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ ร่วมกันพัฒนา แบบคัดกรองโรคสมองเสื่อม หรือ Dementia Screening Tool : DST ขึ้น
โดยแบบคัดกรองดังกล่าว มีความเป็นนวัตกรรมในแง่การนำมาใช้ได้สะดวก และง่ายขึ้นกว่าเดิม ทำให้เข้าถึงการคัดกรอง เพื่อนำไปสู่การรักษาที่เหมาะสมได้ ซึ่งแน่นอนว่า โรคสมองเสื่อม เมื่อป่วยแล้วไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถชะลอความเสื่อมให้ช้าลง รวมทั้งหากพบโรคเร็วยังสามารถกระตุ้นในสมองทำงานดีขึ้นได้ด้วย
แบบคัดกรองดังกล่าวมีความจำเป็นมาก เพราะในยุคปัจจุบันไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์มากขึ้น เห็นได้จากสถานการณ์ผู้สูงอายุไทยที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในทุก 1 ชั่วโมงจะมีคนไทยอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ประมาณ 91 คน
คาดว่าในปี 2573 สัดส่วนจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มเป็นร้อยละ 25 หรือเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัวจากปี 2553 ที่มีร้อยละ 11.9 กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มตัว จะส่งผลกระทบตามมาหลายด้านเนื่องจากผู้สูงอายุเป็นวัยที่มีความเสื่อมของร่างกายเป็นไปตามวัย โรคที่จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นตามลักษณะสังคมผู้สูงอายุคือโรคสมองเสื่อม (Dementia)
สาเหตุที่พบมากที่สุดประมาณร้อยละ 60 เกิดจากโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer Disease :AD) นอกจากจะมีอาการหลงลืมแล้ว อาจมีความผิดปกติทางพฤติกรรม หรือมีอาการทางจิต เช่น หวาดระแวง หูแว่วร่วมด้วย ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและเป็นภาระต่อผู้ดูแลอย่างมาก
ปัจจุบันพบผู้สูงอายุไทยป่วยโรคสมองเสื่อมร้อยละ 6.3 หรือประมาณ 6 แสนคน กล่าวคือพบได้ 6 คนในผู้สูงอายุทุกๆ 100 คน ยิ่งอายุมากความเสี่ยงจะสูงขึ้น โรคนี้แม้รักษาไม่หายขาดแต่สามารถชะลอความรุนแรงโรคได้ จึงนำไปสู่ความจำเป็นต้องมีแบบคัดกรองดังกล่าว
นพ.จุมภฏ อธิบายว่า สำหรับแบบคัดกรองดังกล่าวจะแตกต่างจากแบบคัดกรองเดิมๆ ที่ค่อนข้างจะซับซ้อน และอาจทำให้ไม่เข้าใจในการสอบถามและแปรผล ซึ่งแบบคัดกรองใหม่จากความร่วมมือของโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ และนพ.ธิติพันธ์ ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ ซึ่งอยู่ภายใต้กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขพัฒนาแบบคัดกรองดังกล่าวขึ้น โดยอาศัยคำถามแค่ 4 คำถามเท่านั้น ดังนี้
ข้อ 1.ให้ผู้ทดสอบอ่านชุดคำ คือ ต้นไม้-รถไฟ-มือ ทั้ง 3 คำอย่างช้าๆ ห่างกันคำละ 1 วินาที ด้วยระดับเสียงดัง เพื่อให้ผู้สูงอายุที่ถูกทดสอบได้ยินอย่างชัดเจน จนกระทั่งทวนคำได้ถูกต้อง ข้อนี้ไม่คิดคะแนน
ข้อ 2.ให้คิดคำนวณเลข 100 ลบด้วย 7 หรือ 20 ลบด้วย 3 ไปเรื่อยๆ 3 ครั้ง แต่ต้องใช้เวลาคิดและตอบภายในไม่เกิน 1 นาที ตอบถูกให้ 1 คะแนน
ข้อ 3.ให้ผู้สูงอายุวาดรูปหน้าปัดนาฬิกา มีเข็มนาฬิกาและตัวเลขครบถ้วน ให้บอกเวลา 11.10 น. หากถูกต้องให้ 2 คะแนน ซึ่งค่าเวลานี้เป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่าไวต่อการใช้ตรวจจับสัญญาณโรคสมองเสื่อมได้ดีที่สุด
ข้อที่ 4.ถามถึงคำ 3 คำที่ผู้ทดสอบได้เคยอ่านให้ฟังมาแล้วใน ข้อ 1 คือ ต้นไม้-รถไฟ-มือ เพื่อทดสอบความจำ ให้คำละ 1 คะแนน
ทั้งหมดมีคะแนนรวม 8 คะแนน หากทำได้มากกว่า 5 คะแนน ถือว่าปกติ หากได้น้อยกว่า 5 คะแนน แสดงว่าอาจมีปัญหาการทำงานของสมอง จะต้องส่งพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจวินิจฉัยโรค
นพ.จุมภฏบอกอีกว่า นำแบบคัดกรองนี้ไปทดลองใช้กับผู้สูงอายุจำนวน 400 คน ที่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต ระนอง กระบี่ นครศรีธรรมราช ชุมพร และพังงา ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว 3 อันดับแรกคือความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และไขมันในเลือดสูง ประมาณ 2 ใน 3 จบชั้น ป.4 หรือต่ำกว่า รายได้ครอบครัวต่ำกว่า 5,000 บาท
ผลการทดสอบพบว่าให้ความแม่นยำสูงตามค่ามาตรฐานสากลและทุกคำถามมีความเหมาะสม เมื่อเทียบกับการวินิจฉัยโรคสมองเสื่อมโดยจิตแพทย์และแพทย์ระบบประสาทพบว่าให้ความแม่นยำสูงถึงร้อยละ 80 ซึ่งถือว่าสูงมาก
ผลดีของการใช้แบบคัดกรองนี้ จะช่วยให้เราค้นหาผู้สูงอายุกลุ่มนี้ได้ตั้งแต่เริ่มเป็นใหม่ๆ จะสามารถตรวจวินิจฉัยและรู้โรคสมองเสื่อมได้เร็ว ส่งผลให้การรักษาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
หลังจากนี้จะมีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่บุคลากรสาธารณสุขในระดับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อให้สามารถทำแบบคัดกรองดังกล่าว เพื่อคัดกรองผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงสมองเสื่อมได้ โดยการฝึกอบรมใช้เวลาเพียง 2 วันเท่านั้น คาดว่าจะเริ่มในปี 2561 โดยทางภาคใต้ในพื้นที่ที่ทดลองไปแล้วประมาณ 7 จังหวัดไม่น่ามีปัญหา แต่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนจะมีการฝึกอบรมนำร่องในจังหวัดละ 2-4 อำเภอก่อน
ส่วนจังหวัดอื่นๆ จะเริ่มในเขตสุขภาพละ 2 อำเภอ คาดว่าจะอบรมและพร้อมใช้คัดกรองได้ทั่วประเทศประมาณ 3 ปี แต่สำหรับพื้นที่ กทม.หากต้องการพาผู้สูงอายุไปคัดกรอง ขณะนี้สามารถพาไปได้ที่ รพ.ศรีธัญญา และสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในอนาคตจะมีการทำแบบคัดกรองโรคสมองเสื่อมก่อนอายุ 60 ปี เนื่องจากหากเราตรวจคัดกรองได้ก่อน ยิ่งในช่วงอายุ 50 ปีหากมาตรวจและพบโรคก่อนแต่แรกๆ จะมีโปรแกรมกระตุ้นสมองจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งตรงนี้จะมีผลในการช่วยชะลอความเสื่อมของสมองได้
อีกวิธีที่น่าสนใจคือ หากผู้สูงอายุคิดคำนวณตัวเลขบ่อยๆ หรือประกอบกิจกรรมต่างๆ ทั้งทำครัว ทำกับข้าว สิ่งเหล่านี้ช่วยชะลออาการสมองเสื่อมได้ทั้งสิ้น นพ.จุมภฏสรุปพร้อมแนะนำ

