เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 5 กันยายน ที่ กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พร้อมผู้เสียหาย 7 รายที่เป็นเหยื่อถูกหลอกให้แต่งงานแล้วเชิดเงินสินสอด เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผบก.ป. โดยนำเอกสารหลักฐาน อาทิ หลักฐานการโอนเงิน บทสนทนา การ์ดงานแต่ง รูปภาพต่างๆ มามอบให้เป็นหลักฐาน
นายสงกรานต์ กล่าวว่า นำผู้เสียหายเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนบก.ป. หลังทั้งหมดถูกหญิงอ้างตัวเป็นน.ส.สร้อยเพ็ชร (สงวนนามสกุล) หลอกแต่งงาน โดยทำทีเข้ามาพูดคุยผ่านทางโปรแกรมบทสนทนาทางเฟซบุ๊ก ได้พูดคุยกันจนสนิทสนม จากนั้นจะนัดเจอกันไปมีความสัมพันธ์ ก่อนที่ทางน.ส.สร้อยเพ็ชร จะเอ่ยปากชวนแต่งงานพูดคุยขอสินสอด โดยให้โอนเงินผ่านบัญชี เหยื่อหลายรายหลงเชื่อโอนเงินไปก่อนจะมีพิธีแต่งงาน ก่อนหลบหนีไป ต่อมาสืบทราบว่ามีน.ส.สร้อยเพ็ชร ตัวจริงกับผู้ต้องหาเป็นคนละคนกัน แท้จริงแล้วผู้ต้องหาคือ น.ส.จริยาภรณ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 32 ปี ชาวจ.เลย นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้เสียหายหลายรายถูกผู้ต้องหาหลอก รวมทั้งหลายท้องที่ได้ออกหมายจับ โดยขณะนี้ท้องที่สภ.เมืองระยอง สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ สภ.สำโรงใต้ ออกหมายจับ
ด้านนายประสาร เทียมแย้ม อายุ32ปี ชาวจ.ประจวบคีรีขันธ์ หนึ่งในผู้เสียหาย ให้การว่า เริ่มรู้จักหญิงรายนี้เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 ผ่านทางเฟซบุ๊กต่างคนต่างกดไลค์กันไปมา พูดคุยมาสักระยะจนเริ่มสนิทกันมากขึ้น จากนั้นเริ่มปรึกษาเรื่องธุรกิจค้าผลไม้ จนชวนกันร่วมลงทุนธุรกิจ ตนไปกู้เงินมา 2 แสนบาทให้ฝ่ายหญิง จากนั้นไม่นานฝ่ายหญิงบอกว่าตั้งครรภ์ จึงจัดงานแต่งจัดขึ้นช่วงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 ที่รีสอร์ตในพื้นที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยเตรียมสินสอดไว้รวม 2 แสนบาท จากนั้นแต่งงานอยู่กันได้ 4 วัน ฝ่ายหญิงขอกลับบ้าน โทรศัพท์ไปก็ไม่ค่อยรับ ต่อมาฝ่ายหญิงให้หลานสาวโทรศัพท์บอกว่าแท้งลูก เนื่องจากครรภ์เป็นพิษ และบอกตนไม่ต้องโทรมาอีก อย่างไรก็ตามภายหลังมาทราบว่าถูกหลอกและส่วนตัวเชื่อว่าเวลาที่หายไปนั้น ฝ่ายหญิงน่าจะกำลังไปลงมือหลอกเหยื่อรายอื่นๆ ปัจจุบันกู้เงินมากว่า 4 แสนบาท ยังใช้คืนไม่หมด
ส่วนนายไพรัตน์ พึ่งสุข อายุ 28 ปี ชาวจ.เพชรบูรณ์ ผู้เสียหายอีกราย เปิดเผยว่า ราวกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา รู้จักกับผู้ต้องหาผ่านเฟซบุ๊ก และพูดกันเป็นระยะเวลา 2 เดือน ก่อนมีความสัมพันธ์กันจนฝ่ายหญิงออกปากชวนทำธุรกิจผลไม้ หลังจากนั้นจึงตกลงปลงใจแต่งงานกัน และได้ตกลงวันแต่งงานกันเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่บ้านย่านรังสิต เป็นบ้านของฝ่ายหญิง โดยมีสินสอด 1.8 แสนบาท หลังจากแต่งงานเพียงหนึ่งคืน ฝ่ายหญิงขอยืมรถกระบะอ้างว่าไปเอาผลไม้ที่จ.จันทบุรี ให้ตนไปรอรับผลไม้ที่จ.เพชรบูรณ์ จากนั้นก็ขาดการติดต่อ และไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย จึงรู้ว่าโดนหลอก เข้าแจ้งความที่สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าจะไม่ให้อภัยฝ่ายหญิงอีก เพราะการกระทำครั้งนี้ทำให้ชีวิตเสียหายมาก เป็นหนี้มากกว่า 1.2 ล้านบาท หากเจอกับฝ่ายหญิงอยากจะบอกว่าอย่าไปทำแบบนี้กับคนอื่นๆอีก
ด้านน.ส.ขนิษฐา หอมหวน อายุ 30 ปี ชาวจ.อุบลราชธานี เปิดเผยว่า พี่ชายตกเป็นเหยื่อของผู้ต้องรายนี้เช่นกัน โดยรู้จักกันเมื่อปี 2559 แต่งงานกันที่บ้านของฝ่ายหญิงย่านรังสิต ในวันแต่งงานตนผิดสังเกตว่าในงานมีแค่เพียงการผูกข้อมือ ญาติฝ่ายเจ้าสาวมีเพียงพ่อและแม่ ไม่มีคนอื่นเลย ทั้งนี้การจัดงานมีการพูดคุยว่าเตรียมโต๊ะจีน 14 โต๊ะ แต่พอวันจริงมีเพียง 7 โต๊ะเท่านั้น รวมทั้งนำเงินที่ได้จากการผูกข้อมือไปจ่ายเงินค่าโต๊ะจีน ซึ่งไม่ได้ทักท้วงอะไรเพราะไม่อยากขัดใจพี่ชาย
ขณะที่นายสงกรานต์ กล่าวเว่า เหยื่อแต่ละรายที่ถูกผู้เสียหายหลอกจะถูกหลอกในพฤติกรรมคล้ายคลึงกัน ขณะนี้มีผู้เสียหายมากถึง 12 ราย เป็นเงินมากกว่า 2-3 ล้านบาท นอกจากนี้ทางผู้เสียหายติดต่อผู้ต้องหาเพื่อขอทรัพย์สินคืน กลับถูกพูดข่มขู่ว่ารู้จักนายตำรวจระดับสารวัตร อ้างว่าเป็นพี่ชาย เหยื่อบางรายเกรงกลัวจึงรวมตัวกันเข้ามาแจ้งความที่บก.ป. เบื้องต้นเตรียมแจ้งความในฐานความผิดฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น นอกจากนี้จะแจ้งความให้ตำรวจดำเนินคดีกับพ่อและแม่ รวมทั้งเจ้าของบัญชี คือน.ส สร้อยเพ็ชร ด้วยเนื่องจากหลังปรากฏเป็นข่าวไม่ได้แสดงตัวออกมา
ด้านพ.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า เบื้องต้นสั่งการให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้เสียหายทั้งหมด และรวบพยานหลักฐานประกอบสำนวน เพื่อพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

