เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ใช้อากาศยานไร้คนขับหรือโดรน ขึ้นบินสำรวจพื้นที่ป่าและพื้นที่ทำกินราษฎร ต.แม่ทา
จัดทำแผนที่ 3 มิติและนำข้อมูลใช้พัฒนาพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน
ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง พล.อ.สมพงศ์ มุกดาสกุล ผู้อำนวยการ สทป. พล.อ.ชนินทร์ จันทรโชติ ที่ปรึกษา สทป. กับ นายกนกศักดิ์ ดวงแก้วเดือน นายก อบต.แม่ทา หลังคณะ สทป.ลงพื้นที่สำรวจป่าแม่ทา เพื่อให้ อบต.แม่ทา เป็น อบต.ต้นแบบรักษาป่าต้นน้ำแห่งแรกของประเทศ
นายกนกศักดิ์กล่าวถึงจุดเริ่มต้นโครงการว่า ป่าแม่ทามีพื้นที่กว่า 73,000 ไร่ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ทา แต่มีเอกสารสิทธิเพียง 5,000 ไร่ พื้นที่ป่าครอบคลุม 7 หมู่บ้าน จำนวน 1,330 ครัวเรือน ประชากรกว่า 4,800 คน เป็นชาวพื้นเมือง หรือชุมชนดั้งเดิม 98% ต่างถิ่นเพียง 2% ชุมชนตั้งรกรากมากว่า 100 ปีแล้ว
หากเฉลี่ยการครอบครองที่ดินที่มีเอกสารสิทธิครอบครัวละ 2 ไร่กว่าเท่านั้น จึงต้องการใช้เทคโนโลยีสำรวจพื้นที่ป่า พื้นที่การเกษตร หรือที่ทำกินชาวบ้านและพื้นที่อยู่อาศัยอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศหรือข้อมูล ใช้วางแผนฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมอาชีพและท่องเที่ยว ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนแบบยั่งยืน
“วิถีชีวิตชุมชน ต.แม่ทา ผูกพันกับป่าตั้งแต่เกิดจนตาย เริ่มฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าต้นน้ำแม่ทา ตั้งแต่ปี 2536 หรือ 24 ปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะพื้นที่ป่าชุมชนที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน มีการปลูกป่าเพิ่มทุกปี รวมกว่า 2,000-3,000 ไร่แล้ว เป็นป่าดำรงชีพและสร้างรายได้แก่ชุมชน ป่าแม่ทาเป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำแม่กวง ที่ไหลลงน้ำแม่กวง อ.ป่าซาง ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำปิง ที่ อ.ลี้ จ.ลำพูน ทำให้ ต.แม่ทา มีน้ำใช้เพื่ออุปโภคบริโภค การเกษตรตลอดปี ไม่ขาดแคลน ไม่เหมือนในอดีต หากเข้าสู่ฤดูแล้ง ขาดน้ำกินน้ำใช้ และทำการเกษตร ทำให้ชาวบ้านอยู่อย่างลำบาก”
นายกนกศักดิ์กล่าวว่า การใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่ป่า ที่ทำกิน และที่อยู่อาศัย เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพื้นที่มาก แม้เป็นจุดเริ่มต้น แต่สามารถขยายผลในระยะยาวได้ อัพเดตข้อมูลให้เป็นปัจจุบันมากที่สุด ใช้วางแผนพัฒนาท้องถิ่นในระยะ 10-20 ปีข้างหน้า

สทป.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ทำงานร่วมกับ อบต.จนถึงวันที่ 13 กันยายนนี้ ใช้โดรนและเทคโนโลยีชั้นสูงสำรวจพื้นที่ พร้อมทำพิกัดแผนที่หรือจีพีเอส และปักหมุดพื้นที่ป่าอย่างชัดเจน ป้องกันการบุกรุกทำลายป่าต้นน้ำ พร้อมใช้ข้อมูลดังกล่าวส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรม หรือเกษตรอินทรีย์ สำหรับพัฒนาและเพิ่มมูลค่าผลผลิต เป็นทางเลือกเกษตรกร ภายใต้หลักเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
“โครงการดังกล่าวเพิ่งเริ่มต้นทำความเข้าใจและเรียนรู้ร่วมกัน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ อบต.ได้ศึกษาเรียนรู้เทคโนโลยีชั้นสูง พร้อมฝึกปฏิบัติเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพท้องถิ่น แต่ยังไม่ได้ทำบันทึก
ข้อตกลง หรือเอ็มโอยูร่วมกัน เป็นเพียงความร่วมมือเบื้องต้นเท่านั้น โดยใช้งบประมาณของ สทป. ไม่ใช่งบท้องถิ่น แต่ อบต.สนับสนุนด้านบุคลากร และยานพาหนะเท่านั้น ในอนาคต อาจยกระดับหรือขยายผลความร่วมมือมากกว่านี้”
นายกนกศักดิ์กล่าวต่อว่า โครงการดังกล่าวอาจไม่ประสบผลสำเร็จ หากกรมป่าไม้นำพื้นที่ป่าแม่ทาไปผนวกกับอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ ครอบคลุมพื้นที่ อ.ดอยสะเก็ด อ.สันกำแพง และ อ.แม่ออน เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ที่ชุมชนใช้ประโยชน์จากป่าได้น้อยลงเนื่องจากมีข้อจำกัดทางกฎหมาย ส่งผลให้ชุมชนขาดการมีส่วนร่วมฟื้นฟู อนุรักษ์ป่าต้นน้ำดังกล่าว
ดังนั้น ได้ทำประชาคม 7 หมู่บ้าน ลงมติคัดค้านการผนวกป่าสงวนแห่งชาติแม่ทา เป็นเขตอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ พร้อมนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสภา อบต.ทำหนังสือถึงกรมป่าไม้ พิจารณายกเลิกการผนวกป่าต้นน้ำดังกล่าว เป็นเขตอุทยาน ตามขั้นตอนต่อไป

“พื้นที่ป่าลุ่มน้ำแม่ทา ยังเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ ไม่มีนายทุนบุกรุก หรือกว้านซื้อ เนื่องจากมีเอกสารสิทธิเพียง 5,000 ไร่เท่านั้น จึงไม่เสี่ยงซื้อที่ป่าสงวนฯเพราะผิดกฎหมาย หากชาวบ้านขายไปคงไม่เหลือที่ทำกินและที่อยู่อาศัย ดังนั้น ชุมชนจึงมีเจตนาแน่วแน่ รักษาป่าต้นน้ำ ที่หล่อเลี้ยงชีวิตมายาวนาน เพื่อส่งต่อมรดกที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน แก่ลูกหลานในวันข้างหน้าดีกว่า” นายกนกศักดิ์กล่าว
พล.อ.ชนินทร์ จันทรโชติ ที่ปรึกษาสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) กล่าวถึงการสนับสนุนโดรนบินสำรวจป่าแม่ทาว่า แม่ทามีพื้นที่ป่ากว่า 7 หมื่นไร่ การเดินสำรวจ การจัดแบ่งเขตเอกสารสิทธิและการพัฒนาผืนดิน ณ จุดนั้นทำได้ลำบาก ตามจุดประสงค์ที่รัฐบาลมอบให้คือให้ชาวบ้านใช้ทำกิน อบต.แม่ทา จึงต้องสำรวจว่าพื้นที่ที่ได้รับการจัดแบ่ง ปัจจุบันอยู่ในลักษณะใด เมื่อแบ่งเขตแล้วต้องติดตามความคืบหน้าการพัฒนาที่ดินด้วย
แต่การที่ผืนดินมีมากถึง 7 หมื่นไร่ ทำให้การเดินสำรวจทำได้ยาก และที่แม่ทาก็กำลังมีปัญหาคือ ผืนดินส่วนหนึ่งที่ปัจจุบันเป็นป่าชุมชนอยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้ จะถูกคัดเลือกให้ขึ้นกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้เป็นป่าอนุรักษ์ ซึ่งชาวบ้านไม่ต้องการเพราะการอยู่ป่าชุมชน การจะทำอะไรในป่าเขาสามารถลงมติกันก่อน โดยมีคณะกรรมการ ไม่อยู่ในอำนาจของใคร
แต่พอมาเป็นป่าอนุรักษ์ที่ต้องขึ้นกับหน่วยงาน อำนาจก็ตกอยู่กับหน่วยงานนั้น ชาวบ้านจึงเกิดความกังวลเพราะเจ้าหน้าที่จะมีสิทธิโดยที่ชาวบ้านไม่ได้มีส่วนร่วม ทางกรมป่าไม้จึงอยากให้ สทป.ถ่ายรูปพื้นที่ให้ดูว่า ณ เวลานี้ ความสมบูรณ์ของพื้นที่เป็นเช่นไร และแม่ทาก็มีปัญหาเรื่องการแบ่งพื้นที่ด้วย ถ้าเขาได้โดรนไปช่วยบินจะทำให้ใช้เวลาในการสำรวจน้อยลง
และตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย.เป็นต้นไป เราจะใช้โดรนบินสำรวจทำแผนที่สามมิติให้ โดยการแปลงภาพจากสัญญาณภาพที่เป็นภาพถ่ายวิดีโอ ให้เป็นภาพที่มีความลึก เรามีโปรแกรมจัดทำ มันจะพลิกให้เห็นชั้นความสูงต่ำของพื้นที่
”การพูดคุยกับรองนายก อบต.แม่ทา ผมอยากให้ที่นี่เป็น อบต.ต้นแบบ เพราะจากเดิมแม่ทาเป็นพื้นที่แห้งแล้ง เขาก็ดูแลรักษาป่า จนกระทั่งป่าสมบูรณ์ มีการทำจีพีเอสพื้นที่ ปักหมุดเลยว่าพื้นที่ไหนลักษณะอย่างไร มีข้อมูลไว้หมด ถ้าในประเทศไทยที่มีพื้นที่ที่มีป่าไม้จำนวนมาก สามารถทำอย่าง อบต.แม่ทาได้ ผมว่าการบุกรุกป่าจะลดน้อยลง” พล.อ.ชนินทร์กล่าว
ข้อมูล ที่ได้น่าจะมีคุณค่ามาก และเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย


