สธ.จัดประชุมวิชาการปี 60 ชูนวัตกรรมทางการแพทย์ รพ.เชียงยืนเปิดแนวทางดูแลโรคหืด

6.09.17 | 15:01 น.

เมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่โรงแรมเซนทารา โฮเต็ล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดอุดรธานี พญ.มยุรา กุสุมภ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดการประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2560 ในหัวข้อ “สาธารณสุขไทย ใต้ร่มพระบารมี ก้าวสู่ 100 ปี ไทยแลนด์ 4.0” พร้อมมอบรางวัลผู้มีผลงานวิจัยยอดเยี่ยมประจำปี 2559 จำนวน 6 รางวัล โดยมีบุคลากรสาธารณสุขทุกวิชาชีพจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุม กว่า 5,000 คน และมีผลงานนำเสนอ 1,054 เรื่อง ซึ่งคัดเลือกมาจากผลงานที่ส่งเข้ามากว่า 3 พันเรื่อง โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.ผลงานวิจัยนำเสนอแบบวาจา 454 เรื่อง แบ่งเป็นห้องย่อยตามสาขาวิชาชีพ อาทิ การแพทย์ การพยาบาล ทันตสาธารณสุข เภสัชกรรม วิทยาศาสตร์การแพทย์ การแพทย์แผนไทยฯ การส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม การป้องกันและควบคุมโรค ห้อง R2R 2.ผลงานวิจัยนำเสนอแบบโปสเตอร์ 400 เรื่อง และ 3.ผลงานวิจัยนำเสนอด้วยนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ 200 เรื่อง และ R2R จำนวน 123 เรื่อง ทั้งนี้ ผลงานทั้งหมดได้ผ่านการคัดกรองจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญทุกสาขาอาชีพของกระทรวงสาธารณสุขและมหาวิทยาลัยต่างๆ และจะคัดเลือกผู้มีผลงานวิจัยยอดเยี่ยมประจำปี 2560 ต่อไป

น.ส.ธัญลักษณ์ เที่ยงทำ นักวิชาการสาธารณสุข กลุ่มงานแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลเชียงยืน จ.มหาสารคาม นำเสนอผลการศึกษา เรื่อง “ผลของการอบสมุนไพรด้วยดอกปีบต่อการดูแลผู้ป่วยโรคหืดโรงพยาบาลเชียงยืน จ.มหาสารคาม” ว่า จากสถิติของ รพ.เชียงยืน ในปี 2556-2558 มีผู้ป่วยโรคหืดจำนวน 405, 516 และ 718 ราย ตามลำดับ และยังพบว่าเป็นกลุ่มโรคที่เข้ารับการรักษาจำนวนมากเป็น 1 ใน 5 อันดับโรคแรกของหอผู้ป่วยใน พบอัตราการนอนโรงพยาบาลในปี 2556-2558 คิดเป็นร้อยละ 5.6, 5.25 และ 5.25 ตามลำดับ จากปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยจึงได้พัฒนาการดูแลผู้ป่วยโรคหืดโดยบูรณาการร่วมกันทั้งการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์แผนไทย เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาการดูแลผู้ป่วยโรคหืดโดยการอบสมุนไพรด้วยดอกปีบ

น.ส.ธัญลักษณ์ กล่าวว่า ในการวิจัย ได้ทำการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างสุ่มแบบเจาะจงคือ ผู้ป่วยโรคหืดที่มารับบริการที่คลินิกโรคหืด รพ.เชียงยืน อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ไม่มีโรคร่วมอื่นใด มีอาการหืดจับสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือกลับมานอนโรงพยาบาลภายใน 28 วัน จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ศึกษาคือแบบประเมินของกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย แบบบันทึกการตรวจสมรรถภาพปอด แบบสอบถามสำหรับผู้ป่วยโรคหืดก่อนและหลังการอบสมุนไพร มีค่าความเที่ยงที่ 0.81 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปใช้สถิติพรรณนา การเปรียบเทียบการตรวจสมรรถภาพปอด ก่อนและหลังการอบสมุนไพรโดยใช้สถิติ T-Test

น.ส.ธัญลักษณ์ กล่าวว่า ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชายร้อยละ 66 ส่วนใหญ่อายุมากกว่า 61 ขึ้นไป อาชีพแม่บ้านร้อยละ 70 การตรวจสมรรถภาพปอดของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังอบสมุนไพรแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05 โดยผลของการอบสมุนไพรรักษาอาการหอบหืดในผู้ป่วยโรคหืด ส่งผลดีต่อสมรรถภาพปอดของผู้ป่วย ทำให้สามารถลดอาการหอบ ขับเสมหะได้ดียิ่งขึ้น คุณภาพชีวิตผู้ป่วยดีขึ้น ลดภาวะที่ต้องเข้านอนรักษาในโรงพยาบาลจากอาการหอบ ทำให้ผู้ป่วยหอบหืดมีทางเลือกในการรักษาเพิ่มขึ้นและลดภาวะแทรกซ้อนจากอาการประจำลงได้ดี น่าจะเป็นโอกาสหนึ่งให้แพทย์ทางเลือกได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาผู้ป่วยหอบหืด

 

Advertisement