‘อดีตอสส.’ชี้รื้อคดี’อภิสิทธิ์-สุเทพ’สลายชุมนุมปี53 ต้องมีพยานหลักฐานใหม่ยื่นป.ป.ช. เผยตั้งผู้ไต่สวนไม่มีในรธน.60

6.09.17 | 16:55 น.

เมื่อวันที่ 6 กันยายน นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการอาวุโส อดีตอัยการสูงสุด(อสส.) ให้ความเห็นทางกฎหมาย หลังศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อายุ 53 ปี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อายุ 67 ปี อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) เป็นจำเลยที่ 1-2 ฐานร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำหรือฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 84 สืบเนื่องจากการออกคำสั่ง ศอฉ.ให้เจ้าหน้าที่เข้าขอคืนพื้นที่การชุมนุมบริเวณถนนราชดำเนินและแยกราชประสงค์ จากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ที่ชุมนุมตั้งแต่เดือนเมษายน-19 พฤษภาคม 2553 กระทั่งนายพัน คำกอง ชาว จ.ยโสธร อายุ 43 ปี คนขับแท็กซี่ และ ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ หรือน้องอีซา อายุ 14 ปี เสียชีวิตบริเวณใกล้สถานีรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์ สถานีราชปรารภ วันที่ 15 พฤษภาคม 2553 และนายสมร ไหมทอง คนขับรถตู้ ถูกกระสุนยิงมาจากฝั่งเจ้าหน้าที่ที่รักษาการณ์ในพื้นที่ย่านราชปรารภ ที่มีการประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

โดยนายอรรถพลกล่าวว่า คดีนี้ก่อนตนจะรับตำแหน่งอัยการสูงสุดมีความเห็นตามลำดับชั้นเสนอเข้ามา และพอตนรับตำแหน่งอัยการสูงสุดก็มีเรื่องนี้เสนอมา ตนพิจารณาเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไป จึงมีความเห็นสั่งฟ้องคดี ตอนที่ฟ้องนั้นคดีมีอดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตรองนายกรัฐมนตรีเป็นจำเลย แต่ตนเห็นว่าเป็นความผิดตามมาตรา 143 วรรคท้าย ที่ว่าเป็นคดีฆาตกรรมซึ่งผู้เสียชีวิตถูกเจ้าพนักงานที่อ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ฆ่าตาย หรือตายระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานระหว่างปฏิบัติหน้าที่ แต่เมื่อฟ้องไปแล้วศาลมีคำพิพากษายกฟ้องทั้ง 3 ศาล โดยศาลฎีกามีคำพิพากษาในประเด็นที่สำคัญ ว่าในเรื่องนี้อัยการโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่ได้ฟ้องคดีต่อจำเลยในฐานะส่วนตัว แต่เราได้ฟ้องคดีที่ศาลอาญา กรณีจึงเป็นการดำเนินคดีต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและให้ยกฟ้อง

นายอรรถพลกล่าวต่อว่า หลังจากที่ศาลฎีกายกฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว ทางอัยการสูงสุดจะไม่สามารถฟ้องดำเนินคดีฆ่าต่อศาลอาญาได้อีก ส่วนกรณีที่หากผู้เสียหายประสงค์จะดำเนินคดีต่ออีก โดยอ้างอาศัยรัฐธรรมนูญปี50 ในกรณีขอตั้งผู้ไต่สวนอิสระตาม มาตรา 275, 276 ที่ให้ยื่นต่อประธานศาลฎีกาส่งให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระนั้น ตนเห็นว่าตามรัฐธรรมนูญปี50 ก่อนหน้านี้ศาลยุติธรรมเคยเสนอบทบัญญัติเกี่ยวกับผู้ไต่สวนอิสระ แต่เท่าที่ทราบทางรัฐสภายังไม่พิจารณาเห็นชอบ ฉะนั้นผู้ไต่สวนอิสระตามรัฐธรรมนูญ50 จึงถือว่ายังไม่มี และประเด็นสำคัญคือ รัฐธรรมนูญปี60 ที่ประกาศใช้มาแล้วนั้นก็ไม่มีบัญญัติเรื่องผู้ไต่สวนอิสระ ในกรณีดังกล่าวผู้เสียหายอาจจะดำเนินการได้โดยหาพยานหลักฐานใหม่มายื่นต่อ ป.ป.ช. ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แต่หากกรณีไม่มีพยานหลักฐานใหม่จะทำไม่ได้ ส่วนอะไรจะเป็นพยานหลักฐานใหม่นั้นคงไปตอบแทน ป.ป.ช.ทั้ง 9 ท่านไม่ได้

“การที่มีการตั้งผู้ไต่สวนอิสระจะต้องมีกฎหมายลูกหรือมีบทบัญญัติอะไรขึ้นมาเช่นแนวปฎิบัติ แต่ก่อนหน้านี้ศาลยุติธรรมเสนอไปแล้ว แต่ไม่ผ่านรัฐสภา เคยมีคดีหนึ่งที่ ป.ป.ช.ไม่ฟ้องในคดีทุจริตเกี่ยวกับสนามบิน ตนเคยให้ความเห็นว่าถ้ามีพยานหลักฐานใหม่ โดยการตรวจลายมือว่าเป็นของใคร คนนั้นก็น่าจะเป็นผู้กระทำผิด และปรากฏว่า ป.ป.ช.ทำการตรวจใหม่ และผลก็คือฟ้องจนมีการลงโทษ ในคดีนี้ถ้าเราพิสูจน์ได้มีพยานหลักฐานใหม่และให้ ป.ป.ช.เห็นแล้วชี้มูล ก็สามารถส่งให้อัยการฟ้องดำเนินคดีได้ โดยไม่เป็นการฟ้องซ้ำ แต่ส่วนตัวยังคิดว่าตอนฟ้องจะต้องเป็นความผิดฐานอื่นที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ที่ไม่ใช่ฐานสั่งการฆ่าผู้อื่น เพราะตรงนี้อาจเกิดปัญหาเรื่องการฟ้องซ้ำตาม ป.วิ 39 (4)” นายอรรถพลกล่าว

 

Advertisement