“ศ.ปกครองสูงสุด”กลับชั้นต้น เปิดทางขสมก.ยึดเงินค้ำประกัน338ล้าน บ.เบสท์ริน ผิดสัญญาส่งมอบรถโดยสาร

6.09.17 | 17:09 น.

เมื่อวันที่ 6กันยายน ที่ศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่กำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาสั่งให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ระงับการใช้สิทธิเรียกร้องเงินประกันจากธนาคารไอซีบีซี(ไทย) จำกัด (มหาชน ) ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของบริษัทเบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด จำนวน 338,971,082 บาท จากกรณีบริษัทเบสท์รินฯ ถูกกล่าวหาผิดสัญญาการส่งมอบรถยนต์โดยสารปรับอากาศจำนวน 390 คัน ไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

โดยศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า กรณีการบอกเลิกสัญญาระหว่างบริษัทเบสท์ริน ฯ กับขสมก. ยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ ข้อเท็จจริงในขั้นนี้ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าขสมก.กระทำผิดสัญญา และเมื่อขสมก.บอกเลิกสัญญากับบริษัทเบสท์รินฯแล้ว ขสมก.ย่อมมีสิทธิริบหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาและเรียกให้ธนาคารผู้ค้ำประกันการปฏิบัติงานตามสัญญาของบริษัทเบสท์รินฯ รับผิดชดใช้เงินตามหนังสือค้ำประกันให้แก่ขสมก.ได้ เนื่องจากเป็นสิทธิของขสมก.ตามที่กำหนดไว้ในสัญญา และแม้ธนาคารผู้ค้ำประกันจะได้ใช้เงินตามหนังสือค้ำประกันให้แก่ขสมก.และได้ใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากบริษัทเบสท์รินฯ ให้ชดใช้เงินดังกล่าวคืนให้แก่ธนาคารก็ตาม แต่หากต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงว่าขสมก. เป็นฝ่ายผิดสัญญา ศาลย่อมกำหนดคำบังคับใช้ขสมก.ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทเบสท์รินฯได้ ความเสียหายของบริษัทเบสท์รินฯ จึงไม่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง

นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังปรากฏอีกว่า ก่อนที่ศาลปกครองชั้นต้นจะมีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาให้แก่บริษัทเบสท์รินฯ เมื่อวันที่ 30มิถุนายน 60 ธนาคารไอซีบีซี(ไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของบริษัทเบสท์รินฯ ได้ใช้เงินตามหนังสือค้ำประกันให้แก่ขสมก.ไปแล้วจำนวน 338,971,082 บาท กรณีจึงเห็นได้ชัดเจนว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอที่ศาลจะมีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาตามคำขอของบริษัทเบสท์รินฯ ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่เห็นพ้นด้วย ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งให้ขสมก.ระงับการใช้สิทธิเรียกร้องเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญาจากธนาคารไอซีบีซี(ไทย) จำนวน 338,971,082 บาท จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น จึงมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้ยกคำขอให้ศาลกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาในคดีนี้เสีย

โดยนายวรพจน์ วณิชชานนท์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทเบสท์รินฯ กล่าวว่า ยอมรับในคำสั่งศาลวันนี้ จากนี้ต้องรอผลในคดีหลัก หากบริษัทฯชนะ นอกจาก ขสมก.ต้องรับรถยนต์โดยสารของบริษัทไป ก็ต้องคืนเงินประกันที่ยึดไปรวมถึงต้องชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย การที่ทาง ขสมก.ยึดเงินค้ำประกันของบริษัท 300 กว่าล้านบาทไปจากธนาคารส่งผลเสียหายต่อสถานการณ์ทางการเงินของบริษัทพอสมควรทั้งเรื่องเงินเดือนของบริษัท และการดูแลพนักงาน อย่างไรก็ตามขณะนี้ทางบริษัทมีแนวความคิดที่จะยื่นฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหายจากทาง ขสมก.และธนาคาร แต่กำลังปรึกษาว่าจะรอคดีหลักตัดสินก่อน หรือดำเนินการคู่ขนานไปเลย อย่างไรก็ตามปัจจุบันทางบริษัท ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาค่าดูแลรถโดยสารที่ ขสมก.ไม่ยอมรับมอบราวเดือนละ 1 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขที่คิดเมื่อครั้งที่ ขสมก.ไม่ยอมรับรถ โดยบริษัทต้องดูแลส่วนนี้ไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด แต่ก็ได้มีการเรียกเป็นค่าเสียหายกับทาง ขสมก.ในสำนวนที่ฟ้องต่อศาลด้วย หวังว่าทางศาลจะกรุณาเร่งพิจารณาคดี เพราะยิ่งนานวันอาจจะมีปัญหาเรื่องการเสื่อมสภาพของรถ แต่หากที่สุดศาลให้บริษัทชนะสภาพรถเป็นอย่างไรทาง ขสมก.ก็ต้องรับไปตามนั้น