เมื่อวันที่ 7 กันยายน ที่กระทรวงแรงงาน ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงงาน กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการสัมมนารับฟังความคิดเห็น “พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560” ว่า หลังบังคับใช้ พ.ร.ก.ดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ก็มีข้อขัดข้องในการปฏิบัติงาน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงออกมาตรา 44 เพื่อชะลอบทลงโทษจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม และให้มีการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.นี้ โดยให้กระทรวงแรงงานรับฟังความเห็นผู้เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันก็ให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ตั้งคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นชุดพิเศษควบคู่กันไปด้วย
ม.ล.ปุณฑริก กล่าวต่อว่า ในการรับฟังความเห็นของกระทรวงแรงงานจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เรื่องบทลงโทษ กลุ่มที่ 2เรื่องอาชีพสงวน 39 อาชีพ เพื่อพิจารณาว่าอาชีพใดควรห้ามหรือยกเลิกเพื่อปรับปรุงให้เหมาะสม และ กลุ่มที่ 3 เรื่องการนำเข้าแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทย เพื่อพิจารณาข้อขัดข้องในกระบวนการนำเข้าให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น เมื่อได้ข้อสรุปแล้วทีมกฎหมายของกระทรวงจะไปพิจารณาร่วมกับทีมของคณะกรรมการกฤษฎีกาคาดว่าน่าจะใช้เวลาภายใน 30 วัน อย่างไรก็ตาม ในการแก้พ.ร.บ.ดังกล่าวมีระยะเวลากำหนดว่าภายใน 120 วัน
ต่อมาเวลา 15.30 น. ได้สรุปผลรับฟังความเห็นผู้ที่เกี่ยวข้องต่อการแก้ไข พ.ร.ก.การบริหาจัดการแรงงานต่างด้าว พ.ศ. 2560 พบว่ามีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางในแต่ละมาตรา โดยประเด็นสำคัญเห็นว่าควรปลดล็อก 39 อาชีพสงวนของคนไทยให้สอดคล้องกับปัจจุบัน แก้ไขนิยาม “กรรมกร” ให้มีความชัดเจน ควรเปิดให้มีการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวได้ตลอดเวลา และเพิ่มช่องทางนำเข้าแรงงานต่างด้าวมากกว่าจำกัดอยู่การทำเอ็มโอยูเท่านั้น ส่วนเรื่องบทลงโทษมาตรา 102 ว่าด้วยการเอาผิดนายจ้างที่รับคนมาทำงานในอาชีพพิเศษบางอย่างโดยไม่ได้รับอนุญาต มาตรา 122 ว่าด้วยการรับคนที่ไม่มีใบอนุญาตมาทำงาน122 ที่สูงถึง 4-8 แสนบาทนั้น ขอให้มีการปรับลดลง และพิจารณาตามฐานความผิด ความความเหมาะสม
ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงานกล่าวว่า การลดโทษต่างๆ ตามที่มีข้อเสรอนั้นต้องมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่าสามารถทำได้แค่ไหน ส่วนการพิจารณาอาชีพสงวนสำหรับคนไทยนั้น เบื้องต้นในหลักการเห็นว่า อาชีพที่เป็นภูมิปัญญาของคนไทย งานที่เป็นเอกลักษณ์ไทย งานที่ต้องอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมของคนไทย รวมถึงงานที่มีองค์กรสภาวิชาชีพรับรองเป็นการเฉพาะ ยังคงสงวนไว้สำหรับคนไทย ส่วนอาชีพอื่นๆ เช่น งานก่อสร้าง ก็จะพิจารณาในรายละเอียดเพื่อผ่อนคลายให้แรงงานต่างด้าวสามารถทำได้ ขณะเดียวกันเพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในแต่ละยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย

ด้าน นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ โฆษกกระทรวงแรงงานกล่าวว่า ตามที่กระทรวงแรงงานของกัมพูชาแจ้งให้ทราบถึงความไม่พร้อมในการเดินทางเข้ามาเปิดศูนย์พิสูจน์สัญชาติแรงงานกัมพูชาได้ภายในเดือนสิงหาคมนั้นล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของประเทศไทย ซึ่งได้เดินทางไปร่วมประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 3 ที่ประเทศกัมพูชาตั้งแต่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา จึงได้ถือโอกาสนี้หารือถึงเรื่องดังกล่าวร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของกัมพูชาด้วย โดยได้ข้อสรุปว่าทางการกัมพูชาจะส่งเจ้าหน้าที่จำนวน 360 คนเข้ามาอำนวยความสะดวกในการพิสูจน์สัญชาติแรงงานกัมพูชา ประจํา 3 ศูนย์ที่ได้มีการกำหนดเอาไว้แล้วตั้งแต่ต้นคือ ที่ สถานทูตในกรุงเทพฯ ศูนย์ที่จังหวัดระยอง และศูนย์ที่จังหวัดสงขลา เบื้องต้นจะเปิดดำเนินการตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน -12 ธันวาคม 2560

