เมื่อเวลา 9.00 น. วันที่ 8 กันยายน ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเอเชียศึกษา ร่วมกับสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี จัดเสวนา “เข้าใจโรฮีนจา: ปัญหาความมั่นคงหรือวิกฤตมนุษยธรรม”
นายศิววงศ์ สุขทวี ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ CRSP กล่าวว่า ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นในเมียนมายังมีปัญหาการนิยาม อย่างน้อยที่สุดนี่คืออาชญากรรมทีึ่เกิดต่อมนุษยชาติโดยรัฐบาล การทำลายชีวิตชาวโรฮีนจาเกิดขึ้นตลอดมาในรัฐสมัยใหม่ของเมียนมา โดยกล่าวหาว่าคนเหล่านี้เป็นชาวเบงกาลี เป็นฉันทมติในพม่าว่าเป็นผู้อพยพ ล่าสุดถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นข้ออ้างให้รัฐบาลใช้เป็นความชอบธรรม การสร้างภาพผู้คนนิ่งสนิทไม่สอดคล้องสภาพสังคมที่มีการเคลื่อนย้ายตลอดเวลา ชาวโรฮีนจาอาจมีบรรพบุรุษที่หลากหลายสืบเชื้อสายจากบังกลาเทศ อินเดียหรือพม่า แต่ชาวโรฮีนจาไม่มีทางเป็นผู้อพยพเบงกาลีได้ถ้าเขาไม่เคยเป็น ส่วนความเข้าใจของผู้นำรัฐบาลไทยที่ให้เรียก “เบงกาลี” ด้วยนั้นอาจอยู่ในความเข้าใจแบบเดิมที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัย
ดร.ศราวุฒิ อารีย์ รองผอ.ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ กล่าวว่า ตอนนี้มีอยู่ 2 คำ คือ เบงกาลีและโรฮีนจา คำว่า “เบงกาลี” คือคำเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่ส่วนใหญ่อยู่ทางอ่าวเบงกอลทางตะวันออกของอินเดีย ไม่ใช่เฉพาะในบังกลาเทศ ซึ่งในปากีสถานก็มีเบงกาลีอีกด้วย
“โรฮีนจาส่วนใหญ่มีเชื้อสายหรืออาจมีเลือดผสมเบงกาลีอยู่ คำว่าเบงกาลีคือกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประชากรจำนวนมาก มีความหลากหลายด้านวัฒนธรรมและศาสนา ส่วนคำว่า โรฮีนจา เป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ท้องที่ เขาเคยมีนครรัฐที่เรียกว่าอาระกัน (รัฐยะไข่ปัจจุบัน) มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่าชาวโรฮีนจาเคยดำรงอยู่ในพื้นที่นั้นมายาวนาน ส่วนใหญ่เป็นเบงกาลีแต่ก็มีผู้คนหลากหลายเข้ามาในดินแดนอาระกัน คำว่าโรฮีนจา พัฒนามาจากการพยายามสร้างอัตลักษณ์ในพื้นที่รัฐอาระกัน
“สิ่งที่สำคัญที่เมียนมาพยายามนำเสนอว่าคนกลุ่มนี้คือเบงกาลี เกิดจากเหตุผล ที่ว่าถ้าคนทั่วโลกมองว่าคนเหล่านี้เป็นเบงกาลี คนพวกนี้คือคนที่อพยพมาจากบังกลาเทศ เมียนมาบอกให้เรียกคนเหล่านี้ว่าเบงกาลี จะไ้ด้มีความชอบธรรมที่จะผลักดันคนเหล่านี้ออกไป แต่ถ้าเมียนมาเรียกคนเหล่านี้ว่าเบงกาลีแล้วยอมรับว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในรัฐเมียนมาสมัยใหม่จะไม่มีปัญหา
“ขณะที่เมียนมาต้องการเรียกว่าเบงกาลี แต่โลกส่วนใหญ่เรียกว่าโรฮีนจา ในรายงานของสหประชาชาติและรายงานประเด็นปัญหาเรื่องโรฮีนจาของมหาวิทยาลัยต่างๆในโลกตะวันตกเรียกคนกลุ่มนี้ว่าโรฮีนจา และมีประเด็นในทิศทางเดียวกันว่าเมื่อคนเหล่านี้ไม่ได้เป็นพลเมืองทำให้ถูกดขี่ มีการมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ พยายามล้มล้างประวัติศาสตร์คนเหล่านี้” ดร.ศราวุฒิกล่าว
ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี อาจารย์ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล
กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการใช้คำว่าโรฮีนจา ล่าสุดผู้นำกองทัพพม่ามาไทย แล้วรองนายกฯไทยลุกขึ้นมาบอกว่าเราจะไม่เรียกโรฮีนจา แต่จะเรียกเบงกาลี วาทกรรมโรฮีนจาหรือเบงกาลีน่าสนใจมากในทางการเมืองทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ
“ปัญหาตอนนี้ไม่ใช่ปัญหาว่าเขาเป็นพลเมืองหรือไม่ เพราะไม่ว่าเป็นเบงกาลีหรือโรฮีนจาก็เป็นมนุษย์ จึงเป็นเรื่องปัญหาสิทธิมนุษยชน การเมืองเรื่องการเรียกชื่อเบงกาลี-โรฮีนจา จากการที่ได้คุยกับผู้ใหญ่ระดับสูงในเมียนมาหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าคนกลุ่มนี้หยุดเรียกตัวเองว่าโรฮีนจาและยอมรับว่าเป็นเบงกาลี ปัญหานี้จะแก้ไขได้ง่ายขึ้น เมื่อมีการสำรวจประชากรในเมียนมามีความพยายามให้โรฮีนจาเรียกตัวเองว่าเบงกาลี ซึ่งโอกาสได้สัญชาติจะมีมากขึ้น แต่ถ้ายังเรียกตัวเองว่าโรฮีนจาอยู่ ทางผู้ใหญ่เมียนมาที่ได้พูดคุยเขาบอกว่ารับไม่ได้ แต่ในทางรัฐศาสตร์เราถือว่าชื่อเป็นการนิยามอัตลักษณ์ตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าเขาเรียกตัวเองว่าอะไร
“น่าสนใจว่ารองนายกฯของไทยลุกขึ้นมาบอกว่าต่อไปนี้เราต้องเรียกว่าเบงกาลี และใช้ภาษาแบบเดียวกับอองซานซูจี ซึ่งเมื่อปลายปีที่แล้วอองซานซูจีได้ให้สัมภาษณ์ทีวีสิงคโปร์บอกว่าการแก้ปัญหาเรื่องนี้ต้องอาศัยเวลาและพื้นที่ ล่าสุดรองนายกฯไทยก็ใช้คำนี้ บอกว่าต้องให้เวลาและพื้นที่กับเมียนมา เป็นส่งน่าสนใจ เป็นวาทกรรม Time and Space” ดร.ศรีประภากล่าว


