ดีเอสไอลงพื้นที่โคราชสอบปากคำ 200 สมาชิกสหกรณ์ฯ ถูกหลอกออมเงินสร้างบ้าน เสียหายกว่า600 ล.

8.09.17 | 17:07 น.

ดีเอสไอ ลงพื้นที่โคราชสอบปากคำ สมาชิกสหกรณ์ฯกว่า 200 คน ถูกหลอกให้ออมเงินสร้างบ้าน แต่โอนกรรมสิทธิ์ไม่ได้ เสียหายกว่า600 ล.

เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่จังหวัดนครราชสีมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภาสกร เจนประวิทย์ รองผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค และหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ นายประมุข วิจารณ์ปรีชา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้เดินทางลงพื้นที่เกิดเหตุที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อสอบสวนกรณีร้องเรียนขอให้ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตภายในสหกรณ์เคหะสถานเมืองโคราช จำกัด จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2559 ให้สอบสวนเป็นคดีพิเศษ ตามคดีพิเศษที่ 181/2559 โดยสอบสวนผู้เสียหาย สมาชิกสหกรณ์ฯและพยาน รวมทั้งหมดประมาณ 250 คน ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา และที่ทำการสำนักงานสหกรณ์ฯ

รายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2553 สหกรณ์ ได้ขอจดทะเบียนเป็นประเภทสหกรณ์บริการ เพื่อทำโครงการสร้างบ้านพักอาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยขายให้กับสมาชิก โดยให้สมาชิกออมเงินวันละ 40 บาท จึงนำเงินส่วนนี้และเงินกู้ยืมจากบุคคล สถาบันการเงิน และสหกรณ์อื่นๆ รวมประมาณ 600 ล้านบาท เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการสร้างบ้านพักอาศัย โดยดำเนินการ 6 โครงการ แต่แล้วเสร็จ 4 โครงการ สร้างบ้านพักอาศัยได้ประมาณ 800 หลัง และให้สมาชิกเข้าอยู่ด้วยการทำสัญญาเช่าซื้อ 15 ปี ปัจจุบันสหกรณ์ฯมีสมาชิกประมาณ 4,000 คน และมีคณะกรรมการสับเปลี่ยนหมุนเวียนบริหารงานสหกรณ์ฯ มาแล้วทั้งหมด 9 ชุด


รายงานข่าวแจ้งอีกว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ พบว่ามีการโฆษณาชักชวนประชาชนทั่วไปให้มาเป็นสมาชิกเพื่อระดมเงินทุนใช้ในการการก่อสร้างบ้านพักอาศัยที่มีการก่อสร้างไม่เป็นไปตามพ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2553 ที่บังคับให้การก่อสร้างกรณีนี้ต้องขออนุญาตก่อนทำการก่อสร้าง จึงส่งผลทำให้สมาชิกที่เช่าซื้อบ้านพักอาศัยในโครงการไม่ได้รับการโอนกรรมสิทธิ์เมื่อมีการผ่อนชำระครบตามสัญญาเช่าซื้อ แม้ว่าจะได้สิทธิพักอาศัยในระหว่างผ่อนชำระก็ตาม และมีสมาชิกบางส่วนเข้าร่วมโครงการแต่ไม่ได้รับสิทธิในโครงการนี้ มีการนำบริษัทที่เป็นพรรคพวกของกรรมการเข้ามาดำเนินการก่อสร้างเกือบทั้งหมด ดังนั้นการที่ให้เช่าซื้อบ้านแต่ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ จึงเป็นการหลอกลวงสมาชิกอันเป็นกระทำที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายเป็นความผิดอาญาฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน

ทั้งนี้ยังพบว่า ตั้งแต่เริ่มโครงการถึงปี พ.ศ. 2557 ซึ่งเป็นห้วงความรับผิดชอบของคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์ และคณะกรรมการดำเนินงานชุดที่ 1 ถึงชุดที่ 6 มีการทุจริตในการบริหารงานด้วยการยักยอกเงินสหกรณ์ โดยอ้างว่านำไปใช้ก่อสร้าง จ่ายค่าแรงงานและค่าใช้จ่ายอื่นๆ หลายครั้ง จนทำให้สหกรณ์ได้รับความเสียหายรวมเป็นเงินประมาณ 100 ล้านบาท และเป็นเหตุทำให้สหกรณ์มีภาระที่จะต้องชดใช้หนี้เงินกู้ยืมมาลงทุนในโครงการประมาณ 600 ล้านบาท การทุจริตดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดอาญาฐานยักยอก อยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายดังกล่าวทุกราย

Advertisement