ความคืบหน้ากรณีนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พาผู้เสียหายรวม 13 ราย เข้าพบ พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.จริยาภรณ์ บัวใหญ่ หรือ น้องภรณ์ หรือ น้ำมนต์ อายุ 32 ปี ชาว จ.เลย โดยผู้เสียหายทั้งหมดถูกหลอกให้แต่งงาน ก่อนเชิดเงินสินสอดและเงินร่วมลงทุนธุรกิจส่งออกผลไม้หลายแสนบาทหลบหนี
ต่อมาเจ้าหน้าที่ กก.1 บก.ป. สามารถจับกุมน.ส.จริยาภรณ์ ได้บริเวณถนนตลาดเก้าแสน แยกกระทุ่มแบน ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ก่อนขยายผลจับกุมนายกิตติศักดิ์ ตันติวัฒน์กุล อายุ 33 ปี สามีคนปัจจุบัน ได้ที่โรงแรมไลค์อินน์ จ.นครปฐม จึงควบคุมตัวมาสอบปากคำที่ บก.ป. จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ จ.ปทุมธานี มารับตัวไปดำเนินคดี รวมถึงสอบปากคำเพิ่มเติม และเตรียมนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดธัญบุรีในช่วงเช้าวันนี้ ส่วนนายกิตติศักดิ์ ถูกคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เนื่องจากมีหมายจับศาลจังหวัดจันทบุรี ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง หลังร่วมกับน.ส.จริยาภรณ์ ฉ้อโกงแผงทุเรียน ในพื้นที่ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี
ล่าสุด เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 9 กันยายน พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบก.ป. เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้เสียหายไปแล้ว 4 ราย ทุกคนแจ้งความร้องทุกข์กับท้องที่ไว้แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรอให้นายสงกานต์ ทนายความ พาผู้เสียหายที่เหลืออีกประมาณ 9 ราย มาสอบปากคำให้ครบ โดยเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบว่ามีผู้เสียหายรายใดบ้างที่ยังไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจท้องที่ อย่างไรก็ตามเบื้องต้นยังไม่มีการแจ้งวันเวลานัด เพราะผู้เสียหายบางรายไม่อยากแจ้งความ บางคนเกรงว่าภรรยาคนปัจจุบันรู้
พ.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวต่อว่า เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาน.ส.จริยาภรณ์ ฐานฉ้อโกงโดยแสดงเป็นบุคคลอื่น หากมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์จำนวนมาก พนักงานสอบสวนจะดูเรื่องอื่นด้วย อาทิ กฎหมายฟอกเงิน เนื่องจากการฉ้อโกงเป็นปกติธุระที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก เป็นความผิดมูลฐานฟอกเงินได้ แตกต่างกับการฉ้อโกงที่มีผู้เสียหายรายเดียว ตอนนี้อยู่ระหว่างพิจารณาและรอสอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติมว่าเป็นการฉ้อโกงเป็นปกติธุระหรือไม่ ถ้าพิจารณาแล้วเข้าข่าย บก.ป.จะส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ป.ป.ง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินว่ามีใครเกี่ยวข้อง และปกปิดการถ่ายโอนเงินหรือไม่
พ.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวอีกว่า กรณีของน.ส.สร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ อายุ 27 ปี ชาว จ.เลย ที่ถูกน.ส.จริยาภรณ์ นำบัตรประจำตัวประชาชนไปเปิดบัญชีธนาคาร ใช้หลอกผู้เสียหายนั้น จากการสอบปากคำ น.ส.สร้อยเพ็ชร ให้การปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นและไม่ได้ไปเปิด แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ จะตรวจสอบกับธนาคารว่า เป็นการเปิดบัญชีด้วยวิธีใด ใครเป็นคนไปเปิดและมีหลักฐาน อาทิ ภาพจากกล้องวงจรปิดในวันที่เปิดบัญชีหรือไม่ ทั้งนี้ การเปิดบัญชีในคดีนี้ น่าจะไม่เข้าข่ายเป็น “บัญชีม้า” เหมือนกับคดีอื่นๆ ที่มักจ้างบุคคลอื่น บางครั้งก็เป็นผู้บริสุทธิ์ เช่น ว่าจ้างให้วินรถจักรยานยนต์รับจ้างไปเปิดบัญชี เปรียบเหมือน “ม้า” คอยไปกดเงินให้ โดยที่ไม่รู้ที่มาของเงิน แตกต่างกับกรณีของน.ส.สร้อยเพ็ชร ที่ปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง โดย บก.ป.จะประสานไปยังตำรวจท้องที่ให้ตรวจสอบกับธนาคาร
รายงานข่าวแจ้งว่า คดีนี้เจ้าหน้าที่บก.ป.ได้รับคำร้องทุกข์จากผู้เสียหายเพียงแค่4ราย ใน4พื้นที่ ได้แก่ สภ.สำโรงเหนือ สภ.สำโรงใต้ สภ.เมืองสมุทรปราการ และสภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ โดยทั้ง 4 ราย แจ้งความกับตำรวจท้องที่แล้ว เป็นกรณีถูก น.ส.จริยาภรณ์ หลอกแต่งงานทั้งหมด ขณะนี้ จ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามตัวพ่อแม่ของน.ส.จริยาภรณ์ คาดว่าจะได้ตัวเร็วๆนี้ ส่วน น.ส.สร้อยเพ็ชร ที่ถูกนำชื่อไปเปิดบัญชีนั้น ให้ปฏิเสธ จึงเป็นเพียงการนำชื่อของผู้อื่นไปเปิดบัญชีและโอนเงินเข้าบัญชีนั้นๆที่ไม่ใช่ชื่อของตัวเอง

