เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 11 กันยายน ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(ปอท.) น.ส.ณชณฆ์ ตรงใจ อายุ 41 ปี ประธานกรรมการบริหารบริษัท ไชนี่ อินเตอร์คอร์ปอเรชั่น จำกัด เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.ภิภพ กลมกลึง รอง สว.สอบสวน กก.2 บก.ปอท. แจ้งว่าตนเป็นที่ปรึกษาของสหกรณ์การเกษตร วัน วัน วัน จำกัด มีหน้าที่หาตลาดขายข้าวสารให้กับสมาชิกและให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าวที่มีคุณภาพและให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารการขาย เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2559 รู้จักกับนายพิชย์พิพรรธ หรือปีเตอร์ (สงวนนามสกุล) อายุ 55 ปี จากการแนะนำของ ผอ.ศูนย์วิจัยข้าวจังหวัดสุรินทร์ โดยนายพิชย์พิพรรธแนะนำตัวว่าเป็น ผจก.บริษัทแห่งหนึ่ง สนใจทำธุรกิจร่วมกับตน มีความต้องการจะซื้อข้าวจากสหกรณ์การเกษตร วัน วัน วัน จำกัด ตั้งอยู่ที่ อ.เมือง จ.สุรินทร์ ก่อนจะทำสัญญาความร่วมมือทางธุรกิจข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษ ตกลงซื้อข้าวหอมมะลิครั้งแรก 1,000 ตัน ราคาตันละ 39,000 บาท รวมเป็นเงิน 39,000,000 บาท
น.ส.ณชณฆ์กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นนายพิชย์พิพรรธส่งเอกสารร่วมทั้งบริษัท มีรูปภาพถ่ายกับบุคคลสำคัญ ภาพงานพิธีการต่างๆ ที่ไปออกงาน สำเนาเอกสารทางการเงิน สำเนาเอกสารหนังสือขอบริจาคเงินให้กับโครงการต่างๆ ตามแนวพระราชดำริฯผ่านศูนย์ กอ.รมน.มาให้ดูผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์และอีเมล์ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าทั้งตัวนายพิชย์พิพรรธและบริษัทมีความน่าเชื่อถือ บริษัทมีความมั่นคง จึงได้เริ่มเตรียมข้าวเพื่อส่งมอบตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ตนได้จัดประชุมชาวบ้านจำนวน 200 คน ที่โรงแรมเกษมการ์เด้น ต.เฉนียง อ.เมืองสุรินทร์ มีรองอธิบดีกรมการข้าวมาเป็นประธานเปิดงาน ต่อมาวันที่ 6 มีนาคม 2559 นายพิชย์พิพรรธได้ทำสัญญาซื้อขายเพิ่มอีก 2 ฉบับ ซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ จำนวน 15,000 ตัน ราคาตันละ 25,000 บาท รวมเป็นเงิน 375,000,000 บาท และอีกสัญญาซื้อขายผ่านผลิตภัณฑ์การเกษตร วัน วัน วัน รวมมูลค่า 1,830,004,400 บาท ต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2559 นายพิชย์พิพรรธมาทำสัญญาความร่วมมือทางธุรกิจข้าวหอมมะลิอีกครั้ง ขอซื้อข้าวหอมมะลิจำนวน 50,000 ตัน ราคาตันละ 27,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,350,000,000 บาท
น.ส.ณชณฆ์กล่าวอีกว่า หลังจากสัญญาฉบับแรกครบกำหนดระยะเวลาส่งมอบสินค้า ตนเตรียมข้าวหอมมะลิเพื่อส่งมอบ แต่ปรากฏว่านายพิชย์พิพรรธไม่ได้โอนเงินค่าสินค้ามาให้ เมื่อติดตามทวงถามก็ผัดผ่อนเรื่อยมา ทำให้ตนต้องเสียเงิน 22 ล้านบาทให้กับชาวบ้านที่นำข้าวเปลือกมาขายตามโครงการ Contract Farming ที่อ้างว่าได้รับความเห็นชอบจากสำนักนายกรัฐมนตรี โดยนายพิชย์พิพรรธนำหนังสือรับรองมาแสดงให้ดูด้วย ตนสงสัยพฤติกรรมของนายพิชย์พิพรรธที่ไม่ทำตามสัญญา จึงตรวจสอบและทราบว่ามีพฤติกรรมหลอกลวงต้มตุ๋น ก่อนจะเข้าร้อง ผบก.ภ.จว.สุรินทร์ให้ช่วยตรวจสอบเรื่องดังกล่าวพร้อมกับแจ้งความดำเนินคดีกับนายพิชย์พิพรรธต่อ ร.ต.อ.สมนึก บุญเจริญ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุรินทร์ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 คดีดังกล่าวพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์แล้ว ก่อนจะส่งกลับมาให้พนักงานสอบสวนสอบบางประเด็นเพิ่มเติม จึงเดินทางมาพบพนักงานสอบสวน ปอท.ให้ช่วยตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการส่งข้อมูลทางอีเมล์และการเจรจาทางแอพพลิเคชั่นไลน์ เพื่อนำข้อมูลไปเป็นหลักฐาน ทั้งนี้ทราบว่านายพิชย์พิพรรธมีหมายจับคดีฉ้อโกงอีก 17 หมาย
ด้าน ร.ต.อ.ภิภพรับแจ้งความเบื้องต้น และลงประจำวันก่อนจะตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

