เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 12 กันยายน ที่ร้านอาหารเพลิน ถนนวิภาวดี น.ส.สายทิพย์ โรจน์รุ่งรังสี นายวสุรัตน์ โรจน์รุ่งรังสี ทายาทบริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด แถลงข่าวหัวข้อ “ทายาทโอเค เคลียร์ทุกประเด็น”
โดย น.ส.สายทิพย์เปิดเผยว่า ช่วงเดือนกันยายนปี 2559 มีข้อกล่าวหาในเครือบริษัทโอเอ ข้อหาอั้งยี่ และเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลชั้นต้นได้ยกฟ้อง สำหรับธุรกิจของที่บ้านเป็นการให้บริการรถเช่าและจำหน่ายสินค้าทั่วไปประเภทของฝากและธุรกิจ จะมีบริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต เป็นบริษัทรถเช่าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี และชาติอื่นๆ
น.ส.สายทิพย์กล่าวต่อว่า นอกจากธุรกิจรถเช่าแล้ว ทางเรายังมีบริษัท รอยัล เจมส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จำหน่ายเครื่องประดับอัญมณี ซึ่งประเทศไทยเป็นเหมือนศูนย์กลางของเอเชียที่มีความสามารถในเรื่องของการเจียระไน รวมแหล่งค้าพลอย โดยเราจะซื้อจากตลาดจันทบุรีโดยตรง เราไม่ได้ผูกการค้าแค่จีนเพียงประเทศเดียว แต่ยังมีลูกค้าจากประเทศ ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน เวียดนาม และอีกหลายประเทศ และบริษัท บางกอก แฮนดิดคราฟท์ เซ็นเตอร์ จำกัด ธุรกิจเครื่องหนัง เป็นสินค้าอีกประเภทที่โด่งดังของไทย จึงมีการขยับขยายเป็นรอยัลไทย เฮิร์บ จำกัด จำหน่ายยาสมุนไพรไทยและสินค้าเพื่อสุขภาพ และบริษัท รอยัล พาราไดซ์ จำกัด เป็นการให้บริษัทในเรื่องของร้านอาหาร และอีกหนึ่งร้านที่เป็นความภาคภูมิใจคือร้านขนมทองทิพย์ เป็นร้านขายของฝาก ขนมไทย อย่างผลไม้อบแห้ง สินค้าเหล่านี้ได้มาจากกลุ่มเกษตรกร กลุ่มชุมชนชาวบ้าน รวมทั้งหมด 6 บริษัทของธุรกิจครอบครัวเรา เหมือนเราเป็นส่วนหนึ่งในการให้บริการการท่องเที่ยว การจำหน่ายสินค้า เราเหมือนผู้โปรโมตสินค้าไทยให้ชาวต่างชาติรู้จัก ในแง่ของรถเช่าจะเป็นบุคคลที่ต้องอยู่กับนักท่องเที่ยวนานที่สุด คนขับรถต้องมีมารยาท

น.ส.สายทิพย์กล่าวต่อว่า ตนไม่ได้เป็นบริษัททัวร์ เป็นเพียงแค่ผู้ให้บริการรถเช่าและจำหน่ายสินค้า สำหรับเรื่องของคดีทัวร์ศูนย์เหรียญนั้น ตามความเข้าใจของตน เหตุที่โดนตั้งข้อหาเนื่องจากจำเลยหลักทั้ง 2 บริษัท ที่เป็นเจ้าของบริษัททัวร์โดนถอนใบอนุญาตบริษัทท่องเที่ยว เนื่องจากโดนกล่าวหาว่ามีการสวมบัตรประชาชนปลอม ทั้ง 2 บริษัทนี้มาเช่ารถของทางบริษัทโอเอเหมือนกับบริษัทอื่นๆ น่าจะเป็นที่มาในการโดนแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกระทำความผิดมูลฐาน อั้งยี่ และฟอกเงิน อย่างไรก็ตาม 2 บริษัทนี้เป็นเพียง 2 ใน 300 บริษัทที่มาเป็นลูกค้าในการเช่ารถ และถือเป็นประมาณไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนลูกค้าทั้งหมด
“ธุรกิจของบริษัทโอเอหรือบริษัทในเครือทั้งหมด เป็นธุรกิจของคนไทย เราเริ่มทำธุรกิจในปี 2542 ได้เปิดร้านชื่อ เรือนไทยขายของที่ระลึก ตรงตลาดน้ำบางขุนเทียนที่ท่าวัดไทร เป็นของคนไทย 100 เปอร์เซ็นต์ คุณปู่คุณตาเป็นจีนโพ้นทะเล คุณยายคุณย่าเป็นคนไทย คุณพ่อคุณแม่เป็นคนไทยและเกิดในเมืองไทย มีหลักฐานใบเกิดชัดเจน” น.ส.สายทิพย์กล่าว
น.ส.สายทิพย์กล่าวอีกว่า สำหรับเงินลงทุนทั้งหมดที่ทางบริษัทเอามาลงทุน ไม่ได้มาจากประเทศจีนแต่เป็นการกู้ธนาคารในประเทศไทย รถบัสที่ถูกอายัดก็ยังผ่อนไม่หมด ทุกวันนี้ยังติดกู้ธนาคารค่อนข้างเยอะมาก ตั้งแต่เกิดเรื่องธุรกิจก็ต้องปิดตัวลง เราขอยืมคนรู้จักมาจ่ายเงินเดือนให้กับทางพนักงานที่ยังเชื่อในตัวเรากว่า 1,000 ชีวิต
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการทำธุรกิจของบริษัทโอเอประเทศไทยได้อะไร น.ส.สายทิพย์กล่าวว่า ธุรกิจท่องเที่ยวก็เหมือนเราไปเที่ยวต่างประเทศ ยากต่อการสื่อสารหรือเมื่อไปครั้งแรกเราจะซื้อแพคเกจทัวร์ เลือกจากโรงแรม สถานที่เที่ยว สถานที่ช้อบปิ้ง แล้วนำมาเทียบราคาที่เราต้องจ่าย คุ้มค่า สมราคา กับที่เราจ่ายหรือไม่ ในประเทศไทยมีกว่า 1,000 บริษัททัวร์ ที่จองโรงแรม รถบัส สถานที่ท่องเที่ยว ร้านค้า ร้านอาหาร สิ่งที่ประเทศไทยได้ คือ ค่าสนามบิน ค่าจ้างงาน รายได้ที่เพิ่ม อาทิ ผลไม้อบแห้ง เป็นที่นิยม เราในฐานะผู้โปรโมตสินค้าไทยให้กับชาวต่างชาติ ถ้าเขาชอบสินค้าและคุณภาพของที่เราขาย ก็อยากจะซื้อกลับไปเยอะๆ ทำให้พ่อค้าแม่ค้าได้รายได้เพิ่ม
เมื่อถามว่า ลักษณะการประกอบการธุรกิจของบริษัทโอเอกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนกันยายนปี 2559 ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งข้อกล่าวหา คิดว่ารุนแรงไปหรือไม่ น.ส.สายทิพย์กล่าวทั้งน้ำตาว่า จริงๆ ตอนที่เกิดเรื่องกับครอบครัวของเราเหมือนกับสึนามิที่พัดเข้ามา ตั้งตัวไม่ทัน ไม่ได้มองว่าเป็นความหนักหรืออะไร เราพยายามจะสู้ไปข้างหน้า บางครั้งก็รู้สึกท้อ ตอนนี้เราว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมก็ต้องดูต่อไป
เมื่อถามว่า จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหรือไม่ น.ส.สายทิพย์กล่าวว่า ในส่วนนี้คงต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมและยังเชื่อในกระบวนการยุติธรรม ในช่วงแรกๆ ตนมีความยินดีที่ทางรัฐเข้ามาให้ความสนใจในเรื่องของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพราะมองว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่ช่วยประเทศไทย ถ้าเกิดบ้านเมืองเราสงบก็สามารถเที่ยวได้ ยังไม่ได้หารือกับทนายความเรื่องฟ้องกลับ ตนไม่ทราบว่าบริษัทอื่นๆ ที่ทำธุรกิจคล้ายกันโดนแบบเดียวกันหรือไม่ และไม่ขอพูดถึงเพราะไม่อยากให้กระทบใคร หลังจากอายัดรถบัสและเงินไป มีความเสียหายมากไม่สามารถประเมินค่าได้ทางความรู้สึก
เมื่อถามถึงกระแสข่าววิ่งเต้นล้มคดี น.ส.สายทิพย์กล่าวว่า ทุกวันนี้เรายังเป็นหนี้กู้ธนาคาร และเงินที่หามาได้ก็ให้พนักงาน เราคงไม่สามารถเอาเงินตรงไหนไปวิ่งเต้นได้ เมื่อถามว่า มองว่าเป็นการกลั่นแกล้งขอหน่วยงานภาครัฐหรือไม่ น.ส.สายทิพย์กล่าวทั้งน้ำตาว่า คงเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม อาจมีความคลาดเคลื่อนของข้อมูลบ้างแต่ไม่ทราบรายละเอียด ทั้งนี้ ยืนยันว่าได้จ่ายภาษีอย่างครบถ้วน สำหรับการจะแจ้งข้อหาใดนั้นได้ปรึกษากับทางทนายความแล้ว ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ สำหรับมูลค่าความเสียหายทั้งหมดหมื่นกว่าล้านบาทในช่วงที่ปิดธุรกิจ ตนไม่สามารถบอกได้ว่าจะกลับมาเริ่มดำเนินธุรกิจได้เมื่อไหร่ ขณะนี้ขอเคลียร์ในส่วนของคดีก่อน สิ่งหนึ่งที่รู้สึกในตอนเช้าคิดแค่จะมีข่าวอะไรขึ้นมาอีก ทุกวันนี้เหมือนใช้ชีวิตวันต่อวัน ตอนนี้มองแค่ปัจจุบันก่อนยังไม่กล้ามองถึงอนาคต อย่างไรก็ตาม ลูกค้าจะซื้อสินค้าหรือไม่ซื้อสินค้าในเครือบริษัทโอเอ ก็ไม่มีผลได้ผลเสียอะไร ไม่มีการบังคับให้ใครมาซื้อ แต่เป็นการเปิดโอกาสในการนำสินค้ามาขายมากกว่า
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระบวนการล้มบริษัทโอเอหรือไม่ น.ส.สายทิพย์กล่าวว่า ไม่ทราบว่ามีหรือไม่ แต่ก็สงสัยอยู่ว่าทำไมโดนหนักขนาดนี้
ด้านนายวสุรัตน์เปิดเผยว่า บริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต เป็นบริษัทรถเช่าเปิดมาประมาณ 20 กว่าปี ตั้งแต่จำความได้จากพนักงานไม่กี่ร้อยคน จนถึง 2,000 กว่าคน ทางบริษัทจะมีการอบรมให้กับพนักงานขับรถ และมีการเชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรมาอบรม และวิธีการป้องกันต่างๆ วิธีการดูแลรถบัส กลุ่มที่มาเช่ารถบัสมีทุกรูปแบบทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ให้เช่าสำหรับทุกคนที่สนใจ
นายวสุรัตน์กล่าวทั้งน้ำตาว่า เราไม่ได้มองถึงความเสียหายในแง่ของตัวเลขหรือเงิน แต่เป็นด้านจิตใจมากกว่า ในช่วงที่เกิดความเสียหายมีลูกจ้างหลายคนที่มีภาระต้องดูแล ตนเป็นห่วงตรงนั้นมากกว่า คนเหล่านั้นเห็นตนมาตั้งแต่เด็ก

