กรมป่าไม้เปิดแผนปฏิบัติการปราบ ทำลายป่า ใช้ “แอพพ์พิทักษ์ไพร” ลิงก์ดาวเทียมแจ้งพื้นที่ถูกบุกรุก

16.09.17 | 16:43 น.

วันที่ 16 กันยายน นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่า ตามแผนปฏิบัติการเชิงรุก เพื่อควบคุมและปราบปรามการบุกรุกทำลายป่าไม้ ในระบบ ไทยแลนด์ 4.0 กรมป่าไม้ได้ปรับแผนปฏิบัติโดยใช้เทคโนโลยีที่เข้ากับยุคสมัย สามารถตรวจสอบ และเข้าดำเนินการจับกุมการบุกรุกพื้นที่ป่าได้ทันท่วงที โดยได้ร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สามารถใช้ดาวเทียมตรวจสอบและถ่ายภาพพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกได้ โดยกรมป่าไม้และจิสด้า ร่วมกันทำระบบพิทักษ์ไพร โดยพัฒนาแอพพลิเคชัน ชื่อ แอปพลิเคชันพิทักษ์ไพร เช่นเดียวกัน วิธีการทำงานก็คือ เมื่อดาวเทียมของจิสด้าถ่ายภาพพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกได้ ก็จะส่งภาพ พร้อมทั้งพิกัดดังกล่าวเข้าสู่ระบบเครือข่าย ซึ่งสามารถรับได้จากเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของเครือข่ายที่ตั้งเอาไว้ทุกเครื่อง

นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ กรมป่าไม้ได้รับโทรศัพท์ สมาร์ทโฟนยี่ห้อซัมซุง จากบริษัททรู จำกัด จำนวน 400 เครื่อง ภายใต้โครงการซีเอสอาร์ของบริษัท ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคของหน่วยปฏิบัติการพิทักษ์ป่า ได้ลงโปรแกรม และตัวแอพพลิเคชัน พิทักษ์ไพร ที่สามารถรับสัญญาณดาวเทียมจากระบบดาวเทียมของจิสด้า ที่ตรวจสอบความผิดปกติของพื้นที่ป่าทั่วประเทศได้ เพื่อจะให้พื้นที่รับผิดชอบที่อยู่ใกล้ที่สุด สามารถเข้าไปตรวจสอบ และดำเนินคดีได้ทันท่วงที ซึ่งที่ผ่านมาระบบดังกล่าว สามารถตรวจสอบพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกได้แล้วประมาณ 1,000 จุด ทั่วประเทศ และสามารถดำเนินคดีได้แล้วถึง 200 คดี ด้วยกัน

“สำหรับภาพรวมของการเข้าตรวจยึดจับกุมการบุกรุกทำลายป่านั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม สามารถตรวจยึดพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกได้ 99,167 ไร่ มั่นใจว่า ก่อนสิ้นงบประมาณ 2560 กรมป่าไม้จะสามารถดำเนินการตรวจยึด จับกุมพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกได้ 100,000 ไร่ ตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้อย่างแน่นอน โดยสถิติการตรวจยึด จับกุมนั้น ลดลงจากปี 2559 ถึง 40% ด้วยกัน อย่างไรก็ตามทุกพื้นที่ก็อยู่ในสถานการณ์ที่จะต้องเฝ้าระวังตลอดเวลา เนื่องจากรูปแบบของการบุกรุกนั้นเปลี่ยนแปลงตลอด เช่น การขยายพื้นที่การบุกรุกไปยังพื้นที่ป่าของเอกชน เป็นต้น

Advertisement

นายชีวะภาพ ชีวะธรรม หัวหน้าชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพร กล่าวว่า ขณะนี้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนทั้ง 400 เครื่อง ซึ่งได้ลงแอพพลิเคชันพิทักษ์ไพร เอาไว้แล้วทุกเครื่อง ถูกนำไปมอบให้กับเครือข่ายพยัคฆ์ไพร ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ ที่ผ่านการอบรมการตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าจากชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพรมาแล้ว รวมทั้งมอบให้กับหน่วยพิทักษ์ป่ากรมป่าไม้ทั่วประเทศ เพื่อให้เข้าไปทำงานได้ทันท่วงที

“เราถือว่าที่ผ่านมา การร่วมมือกับจิสด้าในการตรวจสอบพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกใหม่นั้นได้ผลดีมากๆ ระบบนี้สามารถแก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตได้เกือบทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องการปล่อยปละ ละเลย ความจริงจังในการเข้าไปแก้ปัญหา เพราะ เมื่อพื้นที่ใด พื้นที่หนึ่งถูกตรวจสอบพบว่ามีการบุกรุกป่า การค้นพบดังกล่าวก็จะถูกรับรู้กันหมด ตรวจสอบได้แม้กระทั่งว่า หน่วยปฏิบัติการที่รับผิดชอบพื้นที่นั้น เข้าไปดำเนินการแล้วหรือยัง ที่สำคัญคือ พิกัดจากภาพถ่ายดาวเทียมนั้น ค่อนข้างจะมีความแม่นยำชัดเจนมาก เมื่อพบความผิดปกติของพื้นที่ป่าแห่งใด สามารถตรวจสอบและเข้าไปดำเนินการได้ทันที”นายชีวะภาพ กล่าว

เมื่อถามว่า ในพื้นที่ ที่อยู่ไกลๆจะมีปัญหาเรื่องการอับสัญญาณโทรศัพท์ หรือไม่ นายชีวะภาพ กล่าวว่า อาจจะมีบ้าง แต่ไม่มากนัก เพราะเครือข่ายทุกคนไม่ได้อยู่ในป่า หรืออาศัยอยู่ในที่อับสัญญาณตลอดเวลา เมื่อเข้าไปในพื้นที่มีสัญหา ข้อมูลก็จะปรากฏออกมาทันที และในเวลานี้ บริษัทเอกชนที่เข้ามาทำซีเอสอาร์กับทางกรมป่าไม้ ก็จะเข้าไปติดตั้งตัวขยายสัญญาณโทรศัพท์ ในพื้นที่ที่เคยอับสัญญาณซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์ป่าทั่วประเทศอีกด้วย

ด้าน นายชลธิศ กล่าวอีกว่า ในเร็วๆนี้ กรมป่าไม้จะนำโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ที่โหลดโปรแกรมแอพพลิเคชัน พิทักษ์ไพรที่จะได้รับมาจากการทำ ซีเอสอาร์ กับบริษัทเอกชน ไปมอบให้พนักงาน เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ป่าสงวนแห่งชาติทุกคน ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด ป่าไม้เขต และนายอำเภอทุกคน รวมทั้ง นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ทุกคนรับรู้ร่วมกัน รวมทั้งป้องกันการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วย

“ผมมั่นใจว่า วิธีการนี้ดีที่สุดสำหรับแผนปฏิบัติการเชิงรุกการป้องกัน และปราบปรามการทำลายป่า เพราะพื้นที่ใดที่มีการกระทำผิด ทุกคนจะรับรู้เหมือนกัน อ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ ที่สำคัญผู้มีอิทธิพลคนไหนหรือใครๆจะมาขอให้ละเว้นการปฏิบัติก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะรู้ข้อมูลข้อเท็จจริงเดียวกันชัดเจน”นายชลธิศ กล่าว