หนุนรัฐ ฟังงานวิจัย บุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน ชี้ มูลค่าซื้อขายใต้ดินทะลุ 6 พันล้าน

17.09.17 | 13:25 น.

“เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า” หนุน คณะแพทย์ 3 ม.ดัง ฟังงานวิจัย ตปท.-ให้ข้อมูลเป็นกลาง หวังภาครัฐหันมาวิจัย-ควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเหมาะสม แถมเก็บภาษีได้เต็มพิกัด ดีกว่าปล่อยให้ขายใต้ดิน เหตุตลาดโตมากกว่า 6 พันล้านบาทต่อปี

เมื่อวันที่ 17 กันยายน นายมาริษ กรัณยวัฒน์ ตัวแทนกลุ่มลาขาดควันยาสูบ และแอดมินเฟสบุ๊คเพจ “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร” กล่าวถึงกรณีที่คณะแพทยศาสตร์ 3 สถาบัน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รพ.รามาธิบดี และ รพ.ศิริราชฯ ได้จัดการประชุมวิชาการพร้อมเสวนาในหัวข้อ “งานวิจัยนวัตกรรมทางการแพทย์” ซึ่งมีการกล่าวถึงนวัตกรรมใหม่ๆของบุหรี่ไฟฟ้าด้วยว่า ทราบว่าในการประชุมมีการนำผลการศึกษาจากสถาบันที่น่าเชื่อถือหลายแห่งในต่างประเทศ อาทิ องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (US-FDA) ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งลอนดอน สำนักงานสาธารณสุขอังกฤษ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ประเทศอังกฤษ (ASH UK) ที่ระบุว่าบุหรี่ไฟฟ้า ควรได้รับการสนับสนุนให้เป็นทางเลือกสำหรับผู้สูบบุหรี่ เพราะมีความปลอดภัยกว่าบุหรี่มวนถึง 95% และไม่พบรายงานสรุปว่าเป็นตัวดึงดูดให้เด็กหรือผู้ไม่สูบบุหรี่หันมาสูบบุหรี่ และผลการวิจัยเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้ายังคงมีออกมาเรื่อยๆมาพิจารณาและแลกเกลี่ยนความคิดเห็นกันด้วย จึงต้องขอชื่นชมที่ทั้ง 3 สถาบันการแพทย์ให้ความสำคัญและเปิดรับฟังผลงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆจากต่างประเทศ และหวังว่าวงการแพทย์และนักวิจัยของไทยจะได้ติดตามผลการศึกษาเหล่านี้อย่างใกล้ชิด และให้คำแนะนำหรือข้อสรุปที่เป็นกลางแก่ประชาชนทั่วไป หรืออย่างน้อยที่สุดก็คิดถึงการให้ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่ากับ 11 ล้านชีวิตของผู้ที่สูบบุหรี่ในไทย

นายมาริษ กล่าวต่อว่า สำหรับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยถือเป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้า แต่ก็มีมูลค่าการซื้อขายใต้ดินกว่า 6 พันล้านบาทและมีผู้ใช้อยู่ราว 3 แสนคนทั้งที่ใช้เพื่อต้องการเลิกบุหรี่และลดความเสี่ยงต่อสุขภาพจากควันบุหรี่ ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านบอกว่าบุหรี่ไฟฟ้ายอมรับว่าเป็นอันตรายน้อยแต่เป็นห่วงเด็กและเยาวชนจะหันมาใช้หากบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายและยืนยันให้แบนต่อไป ทำให้รัฐสูญเสียโอกาสในการเก็บภาษีและควบคุมตามกฎหมายอีกด้วย

“บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ถูกต้องตามกฎหมายยุโรปและสหรัฐฯ รัฐบาลของหลายประเทศ ได้ออกกฎระเบียบสำหรับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างระมัดระวังบนพื้นฐานของผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะได้ประโยชน์ในแง่สุขภาพให้กับผู้สูบและการเก็บภาษีให้กับประเทศ ซึ่งรัฐบาลก็จะเข้ามาควบคุมได้เต็มที่ เก็บภาษีได้เต็มที่ ไม่ปล่อยให้มีการลักลอบซื้อขายกันอย่างทุกวันนี้” นายมาริษ ระบุ