เมื่อวันที่ 22 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ต.เทวฤทธิ์ สุขฉิมมา สวป.สภ.เมืองยโสธร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการป้องกันปราบปราม สภ.เมืองยโสธร และเจ้าหน้าตำรวจชุดสืบสวน สภ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด ร่วมกันจับกุมนายนิพัฒน์ พรมนิกร อายุ 26 ปี จ.ร้อยเอ็ด ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดยโสธร ในความผิดฐาน นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยสามารถจับกุมได้ที่ริมถนนบ้านท่าวารี ต.แสนสุข อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา
สืบเนื่องจากนายนิพัฒน์ ได้มีพฤติการณ์ชอบไปหลอกล่วงคนอื่นว่าตนเองเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปรามปรามและมักจะโพสต์รูปตัวเองที่แต่งเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ตำรวจลงในโซเชียลพร้อมกับแสดงบัตรเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดคอมมานโดกองปราบปราม ชื่อ ร.ต.ต.สุพัฒน์ ตะกะศิลา และยังไปแอบอ้างว่าตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนของสภ.เมืองยโสธร โดยการโพสต์ลงในโซเชียลพร้อมกับไปหลอกขอยืมเงินชาวบ้านและตีสนิทหญิงสาว ที่ชอบตำรวจจนมีชาวบ้านหลายคนหลงเชื่อว่าเป็นตำรวจจริงๆ ต่อมาตำรวจนายกนึ่งที่ถูกแอบอ้างชื่อเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนสภ.เมืองยโสธร จนกระทั่งศาล จ.ยโสธรออกหมายจับในข้อหาดังกล่าว และล่าสุดนายนิพัฒน์ ยังได้ไปหลอกญาติของผู้ต้องขังรายหนึ่งว่าตนรู้จักคุ้นเคยกับคุมเรือนจำ จ.ยโสธร สามารถไปติดต่อขอตัวผู้ต้องขังออกจากเรือนจำได้เพื่อให้มาเป็นลูกน้องของตนและจะได้ช่วยงานของตำรวจแต่ต้องมีค่าใช้จ่าย จำนวน 2,000 บาท เพื่อเป็นค่าดำเนินการ แต่ญาติของผู้ต้องหารายดังกล่าวไม่เชื่อจึงได้มาแจ้งให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบพร้อมกับได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมตัวได้ดังกล่าว หลังจากถูกจับกุมนายนิพัฒน์ แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นภายในบ้านพักของนายนิพัฒน์ แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายและเครื่องแบบตำรวจที่นายนิพัฒน์ สวมใส่ถ่ายรูปโชว์บุคคลอื่นแต่อย่างใด

สอบสวนนายนิพัฒน์ ให้การว่าเครื่องแบบตำรวจที่ตนสวมใส่แล้วถ่ายรูปนั้นแฟนของตนได้นำไปทิ้งนานแล้ว และได้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง เนื่องจากตนชื่นชอบตำรวจและอยากเป็นตำรวจมานานแล้ว ประกอบกับตนเคยช่วยงานตำรวจมานานหลายปีจึงรู้จักการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ควบคุมตัวนายนิพัฒน์ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามหมายจับต่อไป ส่วนข้อหาแต่งเครื่องแบบตำรวจโดยที่ไม่มีสิทธิแต่งนั้นต้องรอการสอบสวนต่อไป

