ศาลปกครองยกฟ้องคดีเลิกจ้างอดีตผอ.ไทยพีบีเอส ชี้ชอบตามสัญญาแล้ว

25.09.17 | 13:50 น.

เมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่ศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาในคดีนายสมชัย สุวรรณบรรณ อดีตผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส, นายมงคล ลีลาธรรม, นายสุพจ จริงจิตร, นายพุทธิสัตย์ นามเดช, นางสมถวิล จรรยาวงษ์ และน.ส.วิภา เหลืองมณี เป็นผู้ฟ้องคดีที่ 1-6 ซึ่งเป็นรองผู้อำนวยการเเละคณะกรรมการยื่นฟ้อง องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย(ส.ส.ท.) คณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. และประธานคณะกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ก.น.ย. เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-3

จากกรณีที่คณะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอสมีมติเป็นเอกฉันท์ ยกเลิกสัญญาจ้าง นายสมชัย โดยอ้างเหตุเรื่องไม่ส่งรายงาน ผลการประเมินทุก 3 เดือน และอนุมัติโครงการจัดซื้อ ที่มีวงเงินเกิน 50 ล้านบาท โดยไม่เสนอให้คณะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส พิจารณา ซึ่งเห็นว่าคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงยังตรวจสอบข้อมูล ว่าผู้ฟ้องคดีที่ 1 ยังไม่แล้วเสร็จ จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้กระทำผิดหรือไม่ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 นำเหตุผลดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้าง จึงเป็นกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นกรณียกเลิกสัญญาจ้างอย่างไม่เป็นธรรม และการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ต้องพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ต้องขาดรายได้จากเงินเดือนค่าจ้างและค่าตอบแทนอื่นๆ และเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีที่ 2-6 ต้องพ้นจากตำแหน่งก่อนครบกำหนดไปตามสัญญาจ้างที่ระบุ จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนมติ เลิกจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 3 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 โดยให้ชดใช้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นเงิน 3,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ชดใช้ผู้ฟ้องคดีที่ 2 เป็นเงิน 3,360,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ชดใช้ผู้ฟ้องคดีที่ 3 เป็นเงิน 1,920,000บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ชดใช้ผู้ฟ้องคดีที่ 4 และ 5 เป็นเงินคนละ 720,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ชดใช้ผู้ฟ้องคดีที่ 6 เป็นเงิน 1,680,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

ศาลพิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีมติในการประชุม ให้เลิกจ้างผู้ฟ้องคดีที่ 1 เนื่องจากกระทำผิดสัญญาจ้าง กรณีไม่ปฎิบัติงานตามแผนงานที่ได้รับความเห็นชอบ ไม่จัดทำรายงานแสดงผลการปฎิบัติงานทุก 3 เดือน และไม่ปฎิบัติตามระเบียบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีหนังสือระบุเหตุการณ์บอกเลิกสัญญาจ้าง โดยไม่จ่ายค่าเสียหาย ประกอบด้วย 2 กรณีคือ กรณีอนุมัติโครงการที่มีวงเงินเกิน 50 ล้านบาท โดยไม่รับอนุมัติจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2จำนวน 4 ครั้ง และไม่จัดรายงานแสดงผลการปฎิบัติงานเสนอทุก 3 เดือน

กรณีจึงเห็นได้ว่าหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง ได้กล่าวอ้างเหตุจากการบอกเลิกสัญญา โดยมิได้กล่าวอ้างถึงกรณีที่ผู้ฟ้องคดีปฎิบัติงานไม่ผ่านการประเมิน

ดังนั้นการที่ผู้ฟ้องคดีที่ 2 ได้ประชุมมีมติเลิกจ้างเป็นเพียงขั้นตอนภายในที่นำไปสู่การบอกเลิกจ้างต่อไป มติดังกล่าวหาได้มีผลกระทบที่จะก่อความเดือดร้อน ต่อผู้ฟ้องคดีที่ 1 โดยตรง หนังสือบอกเลิกจ้างดังกล่าวจึงเป็นการใช้สิทธิ์บอกเลิกในฐานะคู่สัญญาหาได้เป็น การใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผล เป็นการออกคำสั่งทางปกครอง อันที่จะฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนได้ กรณีจึงพิจารณาแต่เพียงว่า เป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบหรือไม่

Advertisement

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่า ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 ไม่ได้โต้แย้ง คัดค้าน ข้อกล่าวอ้างของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 3 ที่อ้างข้อเท็จจริง ตามรายงานผล ของคณะกรรมการตรวจสอบในเรื่องการอนุมัติวงเงินเกินกว่า 50 ล้านบาท 4 รายการ รวมเป็นวงเงิน 582,505,000 บาท กรณีจึงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะผู้อำนวยการและผู้ฟ้องคดีที่ 2 ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการ ได้อนุมัติโครงการวงเงินเกินกว่า 50 ล้านบาทต่อครั้งจริง ซึ่งการกระทำดังกล่าว ไม่ได้รับความเห็นชอบ จากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จริง การกระทำดังกล่าวขัดต่อข้อ 12 วรรคหนึ่ง วรรคสอง ของระเบียบ ส.ส.ท.ว่าด้วยการพัสดุ 2553 จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 มิได้ปฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จึงกระทำผิดข้อกำหนดหรือเงื่อนไข ซึ่งในสัญญาให้สิทธิ์ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการบอกเลิกจ้าง ผู้ฟ้องคดีที่ 1 โดยไม่ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทน แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นการใช้สิทธิ์โดยชอบตามสัญญาและชอบด้วยมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย 2551 จึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย และเมื่อผู้ฟ้องคดีถูกเลิกจ้างตามเงื่อนไข จึงเป็นเหตุให้สัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีอื่นๆสิ้นสุดลงตามกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง

อย่างไรก็ตามในคดีดังกล่าว นายประเวศ รักษพล ตุลาการศาลปกครองเสียงข้างน้อยเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้เคยมีมติ ในการประชุมครั้งที่ 18/2556 เรื่องขั้นตอนการอนุมัติงบประมาณและการใช้งบประมาณ และอนุมัติให้ผู้อำนวยการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำเนินการจัดซื่ออุปกรณ์ด้วยวิธีพิเศษที่มีวงเงินเกินกว่า 50 ล้านบาท ได้ตามฝ่ายที่บริหารเสนอ และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้รับความเสียหาย และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่ได้ทักท้วง เกี่ยวกับรูปแบบการรายงานผลการปฎิบัติงานของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ตามที่ได้รายงานผลการปฎิบัติงานต่อที่ประชุม ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กรณีจึงฟังไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีที่ 1 กระทำผิดหรือเงื่อนไขสัญญา ตุลาการเสียงข้างน้อยเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-2 หยิบยกเหตุผลเรื่องผู้ฟ้องคดีที่ 1 อนุมัติโครงการวงเงินเกิน 50 ล้านบาท โดยมิได้รับอนุมันติและมิได้รายงานผลต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ทุก 3 เดือน เป็นเหตุในการบอกเลิกสัญญาจ้าง ผู้ฟ้องคดีที่ 1 โดยไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทน จึงไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดี และไม่ชอบตามสัญญาจ้าง