ใกล้จะใช้จริงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ สำหรับการคุมประพฤติรูปแบบใหม่ การใช้กำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Monitoring) หรือกำไลอีเอ็ม เป็นทางเลือกลดความเหลื่อมล้ำ สำหรับจำเลยที่มีฐานะยากจนจะได้รับการประกันตัว
โดยวันที่ 27 กันยายน นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา จะเดินทางมาเปิดศูนย์ควบคุมและติดตามการปล่อยตัวชั่วคราวโดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Monitoring Center) ที่ห้องศูนย์ควบคุม บริเวณอาคารจอดรถสำนักงานศาลยุติธรรม ชั้น 1 ถนนรัชดาภิเษก
ศูนย์ควบคุมดังกล่าวเปิดขึ้นภายหลังศาลยุติธรรมประมูลจัดซื้อกำไลอีเอ็มจำนวน 5,000 เครื่อง ที่เจ้าเครื่องนี้จะใส่ติดตัวผู้ที่ได้รับการปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ประกันตัว เพื่อป้องกันความเสี่ยงว่าจะหลบหนีคดี
นายกำพล รุ่งรัตน์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา ผู้ดูเเลโครงการ อธิบายว่า หลักกำไลข้อมืออีเอ็มส่วนหนึ่งนำมาใช้เเทนหลักประกัน เพื่อความเสมอภาคระหว่างคนรวยกับคนจน ในการพิจารณาคดีอาญาจะต้องเปิดเผยต่อหน้าจำเลย ศาลต้องควบคุมตัว แต่จำเลยที่เป็นคนจนจะไม่มีหลักทรัพย์เป็นเงินสดหรือที่ดินมาวาง ตัวกำไลจะใช้เเทนหลักประกันเพื่อป้องกันการหลบหนีเเละลดช่องว่างตรงนี้ได้
“กำไลดังกล่าวจะใช้ในการติดตามตัวจำเลยและป้องกันการหลบหนีออกนอกประเทศ หรือเข้าไปในสถานที่ที่ศาลกำหนดห้ามจำเลยเข้าไป เช่น บ้านพยาน และหากจำเลยกระทำฝ่าฝืนเงื่อนไขที่กำหนดไว้ จะมีสัญญาณเเจ้งมาที่ศูนย์ควบคุม เมื่อมีสัญญาณเเจ้งมาทางศูนย์ควบคุมจะเเจ้งไปยังศูนย์อีเอ็มในจังหวัดพื้นที่ที่จำเลยได้ประกัน จะสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าขณะนี้ตัวจำเลยอยู่ที่พิกัดใด เราจะมีเมมโมรีบันทึกการเดินทางไว้เป็นเบาะเเสในการติดตามตัวจำเลยได้ เเม้มีการตัดทำลายกำไลทิ้ง” ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกาเผยถึงขั้นตอนการใช้กำไลอีเอ็ม
ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกาเผยถึงระบบควบคุมการใช้กำไลอีเอ็มว่า จะมีศูนย์ใหญ่อยู่ใกล้กับอาคารศาลอาญา สามารถดูระบบได้ทั่วประเทศ มีจอภาพเเสดงพิกัดจำเลย เเละเจ้าหน้าที่คอยอยู่หน้าจอ 3 กะ ตลอด 24 ชั่วโมง
เจ้าหน้าที่จะคอยจับสัญญาณหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับกำไล ไม่ว่าจะเป็นการออกนอกพื้นที่ ตัดกำไล หรือไม่มีการชาร์จถ่านกำไลจนถ่านหมด ทางเจ้าหน้าที่จะโทรศัพท์ประสานกับจำเลยทันทีถ้าได้ความว่าจำเลยมีพฤติกรรมหลบหนีหรือผิดเงื่อนไข ถ้าไม่รุนเเรงเราจะเตือนก่อน เเต่ถ้าไม่สามารถติดต่อจำเลยได้เเละเล็งเห็นว่าจำเลยมีพฤติการณ์จงใจผิดเงื่อนไขหรือหลบหนี กรณีเเบบนี้จะเเจ้งมาที่ศูนย์เเละประสานไปยังศาลเพื่อออกหมายจับได้ทันที
“เรากำลังดูร่างระเบียบเกี่ยวกับการขอศาลออกหมายจับโดยด่วนตรงนี้อยู่ เเต่ถ้าเราเห็นว่าไม่ทันการเเละเร่งด่วนมากอาจจะประสานทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เลย ตรงนี้อาจจะติดขัดปัญหาอยู่บ้าง เพราะตำรวจคงอยากให้ศาลออกหมายจับมากกว่า
“เรื่องการใช้กำไลอีเอ็ม เรามีกฎหมายรองรับ คือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108 กำหนดเรื่องการนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้ติดตามตัวผู้ที่ได้รับการประกันตัว แต่ในการวางเงื่อนไขเราจะมีคู่มือข้อเเนะนำสำหรับศาลใช้ดุลพินิจ หรืออาจจะเป็นลักษณะข้อแนะนำประธานศาลฎีกา ถ้าเราให้ประกันจำเลยไปหนึ่งคน โดยติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เราจะขอทำประวัติเขาเลยเป็นข้อมูลเก็บไว้ในระบบอีเอ็ม ถึงแม้เราไม่กำหนดเงื่อนห้ามออกนอกประเทศเพราะมีกำไลอีเอ็มแล้ว เเต่หากจำเลยมาขอศาลออกนอกประเทศเราจะพิจารณาเป็นคราวๆ ไป อาจจะต้องให้ใครหาหลักประกันมาวางไว้ชั่วคราวแทนการถอดกำไลอีเอ็มชั่วคราว
“ส่วนอีกกรณีหากศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศไว้ในกรณีเสี่ยงที่จำเลยเป็นผู้มีอิทธิพลหรือนักการเมือง ศาลจะให้ติดอุปกรณ์พร้อมมีคำสั่งห้ามเดินทางใกล้หลักชายเเดนในระยะ 5 กิโลเมตร
“ข้อมูลดังกล่าวส่งไปที่ศูนย์อีเอ็มเพื่อติดตั้งเงื่อนไขลงในระบบ ถ้าผิดเงื่อนไข เราจะโทรศัพท์ไปสอบถามว่าคุณเริ่มจะผิดเงื่อนไขเเล้วนะ ถ้าตอบเรากลับมาว่าไม่ได้เจตนาจะต้องไปส่งญาติ หรือมีเหตุผลอื่น เราจะเเจ้งให้รีบกลับมาในพื้นที่ มิเช่นนั้นจะดำเนินการออกหมายจับและจับกุมตัว ถ้ายังไม่ยอมกลับอีกเราจะประสานจับกุมต่อไป
“ทั้งนี้ ที่ศูนย์อีเอ็มเราจะมีหน้าจอหรือเเผนที่ใหญ่ที่เราสามารถเห็นได้หมดว่าจำเลยเดินทางไปไหนอยู่ถนนเส้นอะไร เเละหากออกนอกเขตหรือเข้าใกล้เขตที่เราตั้งเงื่อนไขห้ามเข้าไว้ เช่น การส่อคุกคามพยาน หรือถ้าจำเลยมีการตัดหรือทำลายหรือแบตเตอรี่เหลือน้อยกว่า 20% จะมีการเเจ้งเตือนมายังศูนย์อีเอ็มทันที โดยอุปกรณ์ต่างๆ ที่เราจะนำมาใช้นั้น เราได้ทดสอบเรื่องของคุณภาพในรูปเเบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความทนทานต่อสภาพต่างๆ หรือการเเช่น้ำ จำเลยสามารถใช้ชีวิตตามปกติใส่กางเกงขายาวก็ไม่มีคนเห็น ใส่อาบน้ำก็ได้ เนื่องจากเราคำนึงถึงสิทธิในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ให้กำไลดังกล่าวกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันมากมาย เเต่จำเลยที่ติดกำไลเขาคงรู้สึกว่ามีคนติดตามตัว เเต่ยังสามารถดำรงชีวิตประจำวันได้ตามปกติ” ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีการะบุ
ส่วนความพร้อมในการใช้กำไลอีเอ็มขณะนี้ นายอาคมเผยว่า ขณะนี้สร้างศูนย์อีเอ็มเสร็จเรียบร้อย ส่วนอุปกรณ์อีก 2 ส่วนที่เซ็นสัญญาคือเซิร์ฟเวอร์กับตัวอุปกรณ์ที่เช่ามาจะมีระยะเวลาการส่งมอบอยู่ ตามสัญญาจะส่งมอบสิ้นเดือนตุลาคม คาดว่าในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนจะสามารถใช้กำไลอีเอ็มได้ โครงการกำไลอีเอ็มถือว่าเป็นโครงการทดลองในระยะ 3 ปี ขณะนี้จะเริ่มทำ 23 ศาลทั่วประเทศ จะเเบ่งศาลละ 300 เครื่อง เเต่ถ้าเป็นศาลใหญ่ๆ เช่น ศาลอาญาอาจจะ 500 เครื่อง
“การใช้กำไลดังกล่าว จำเลยจะต้องเป็นผู้ยื่นคำร้องขอใช้กำไลเข้ามา ถ้าจำเลยรายไหนมีเงินประกันจะไม่ต้องใช้กำไล เเต่ถ้ารายไหนเเม้มีเงินประกันตัวเเต่ศาลเห็นว่ายังมีความเสี่ยงมากอยู่ อาจจะต้องใช้กำไลอีเอ็มควบคู่กับเงินประกันไปด้วย เเต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำเลยด้วยว่าจะยินยอมให้ศาลสั่งติดกำไลอีเอ็มนี้ไว้หรือไม่ ยกตัวอย่างคดีฆ่าคนตายใช้หลักทรัพย์ประกันตัว 5 เเสนบาท เเต่จำเลยมีเงินอยู่ 3 เเสนบาท การติดกำไลอีเอ็มใช้เเทนหลักทรัพย์ 2 เเสนบาทได้”
ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีการะบุ

