เมื่อวันที่ 27 กันยายน ที่โรงแรมอมารีดอนเมือง แอร์พอร์ต นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานปิดการอบรมระยะสั้นเวชศาสตร์ครอบครัวสำหรับแพทย์ปฏิบัติงานในคลินิกหมอครอบครัว และมอบประกาศนียบัตรแพทย์ผู้ผ่านการอบรม ว่า จากที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้มีระบบการแพทย์ปฐมภูมิที่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดูแลประชาชนในสัดส่วนที่เหมาะสม เนื่องจากจำนวนแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวที่มีอยู่จากทั่วประเทศ ยังมีจำนวนไม่เพียงพอ กระทรวงสาธารณสุขจึงร่วมมือกับราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย จัดการอบรมหลักสูตรระยะสั้น “เวชศาสตร์ครอบครัวสำหรับแพทย์ปฏิบัติงานในคลินิกหมอครอบครัว” เพื่อเติมเต็มแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวให้บริการประชาชน ทำงานร่วมกับสหสาขาวิชาชีพที่มีหมออนามัย พยาบาล ทันตาภิบาล นักวิชาการสาธารณสุข และอาสาสมัครสาธารณสุข ให้บริการประชาชนได้อย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ มีแพทย์เป็นที่พึ่งในยามเจ็บป่วย ได้รับบริการอย่างรอบด้านทั้งการส่งเสริม รักษา ป้องกัน ฟื้นฟู ประชาชนทุกคนได้มีแพทย์ประจำตัวตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
นพ.โสภณ กล่าวต่อว่า ตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบัน อบรมไปแล้วจำนวน 5 รุ่น มีผู้ผ่านการอบรมทั้งหมด 556 คน วันนี้เป็นการปิดการอบรมในรุ่นที่ 5 มีผู้ผ่านการอบรม 146 คน ผ่านการอบรมในกลุ่มวิชา ได้แก่ 1.เวชศาสตร์ครอบครัวและระบบบริการปฐมภูมิ (Family medicine and primary care) 2.การดูแลแบบองค์รวมประชากรทุกกลุ่มวัย (High quality primary care for all age groups) 3.การดูแลภาวะเจ็บป่วยที่มีความซับซ้อน (Complex issues in Family practice) 4.การจัดการระบบสุขภาพปฐมภูมิ (Primary care management) และกิจกรรมศึกษาดูแล แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การร่วมดูแลผู้ป่วยในชุมชนร่วมกับทีมในพื้นที่ โดยกระทรวงสาธารณสุข ตั้งเป้าในปี 2569 จะมีหมอครอบครัว 6,500 ทีม ดูแลประชาชน 65 ล้านคน
“การดำเนินงานคลินิกหมอครอบครัวให้มีประสิทธิภาพและมั่นคง ยั่งยืน ต้องเชื่อมโยงทุกภาคส่วนในระดับพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม โดยประชาชนเป็นจุดศูนย์กลางตามแนวทางประชารัฐ สร้างความเข้มแข็งแก่ระบบสุขภาพระดับอำเภอ มีคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ดูแล กำกับ ติดตามการทำงาน มีคลินิกหมอครอบครัวให้บริการในพื้นที่ อาทิ ตรวจรักษาโรคทั่วไป คลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรังคุณภาพ ให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพ ทันตกรรม ทีมเยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง คนพิการ ผู้สูงอายุ บริการทุกคน ทุกอย่าง ทุกที่ ทุกเวลา ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย” ปลัดสธ.กล่าว


