เกษียณแล้วแต่ไม่จบ! ‘หมอโสภณ’ นั่งที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ ‘นพ.ปิยะสกล’ ต่อ 1 ตุลานี้

28.09.17 | 13:54 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ลงนามในคำสั่งกระทรวงสาธารณสุขที่ 1347/2560  เรื่องแต่งตั้งคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2560 โดยระบุว่า เพื่อให้การบริหารราชการในความรับผิดชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย บังเกิดผลดีแก่ทางราชการ จึงแต่งตั้ง นพ.โสภณ เมฆธน เป็นคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)จะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนนี้พอดี และในวันที่ 1 ตุลาคมจะเข้ามาทำงานเพื่อสานต่อนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ สธ. และงานด้านสาธารณสุขต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการบริการปฐมภูมิ คลินิกหมอครอบครัว ซึ่งเป็นการทำงานตามที่รัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดให้มีระบบการแพทย์ปฐมภูมิที่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดูแลประชาชนในสัดส่วนที่เหมาะสม ทั้งนี้ นอกจากนพ.โสภณ จะได้นั่งในตำแหน่งที่ปรึกษาแล้ว จากการพูดคุยในแวดวงสาธารณสุขมีกระแสความเป็นไปได้ในการนั่งในตำแหน่งอื่นๆอีกด้วยเช่นกัน

นพ.โสภณ กล่าวว่า ตนต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการสธ. ซึ่งจากนี้ต้องรอการประชุมหารือว่าจะได้รับมอบหมายงานใดบ้าง อย่างไรก็ตาม สำหรับงานที่อยากให้มีการสานต่อหลังจากตนเกษียณอายุราชการแล้วนั้น  คือ คลินิกหมอครอบครัว อยากขับเคลื่อนบรรลุผลสำเร็จให้ได้ รวมไปถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือโรคเอ็นซีดี ครม.ผ่านยุทธศาสตร์ควบคุมป้องกันโรคไม่ติดต่อไปแล้วก็ต้องทำงานต่อไป ยกตัวอย่าง ภาวะไตวายเรื้อรัง ซึ่งเป็นโรคที่น่ากลัว ต้องชะลอปัญหานี้ให้ได้ เพื่อยืดเวลาการไปล้างไต ช่วยประหยัดเงินงบประมาณ ทำอย่างไรไม่ให้ป่วยเป็นเบาหวานความดัน  ซึ่งก็จะมีคณะกรรมการพัฒนาชีวิตระดับอำเภอที่จะมาช่วยด้วย

ปลัดสธ. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ จะต้องเดินหน้าการปรับปรุงระเบียบหรืออกประกาศเยียวยาช่วยเหลือบุคลากรสาธารณสุขกรณีอุบัติเหตุ หรือบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ให้ได้มากกว่ามาตรา 44 ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งกรณีมาตรา 44 เป็นการทำขวัญ แต่น่าจะมีการเยียวยามากขึ้น เหมือนทหารตำรวจ  ตอนนี้ระเบียบทำขวัญเสร็จแล้ว แต่เรื่องเยียวยาก็อยากให้มีการสานต่อไปเพื่อประโยชน์ของทุกคน เพราะหากเยียวยาได้ก็จะช่วยได้ทั้งสามกองทุน อีกทั้ง ยังมีเรื่องการปรับปรุงระเบียบเงินบำรุงให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.)และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ(สสอ.)มีเงินบำรุงได้ เช่น อาจรับจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)จากงบส่งเสริมสุขภาพป้องกัน หรือของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา( อย.) การไปขึ้นทะเบียนต่างๆ  อยู่ เป็นต้น

Advertisement