ผู้พิพากษาเเนะปฎิรูปการศึกษาไทย เน้นพัฒนามนุษย์ไม่ใช่แค่ระบบเรียนสอนวิชาการ ชี้ เมืองนอก นำหลัก ศิล สมาธิ ปัญญา สอนเด็กอนุบาล ยกธรรมนิพนธ์สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ได้กล่าวถึงการปฏิรูปการศึกษาไทย ระบุว่า โรงเรียนในประเทศสหรัฐอเมริกาบางแห่ง นำบุญกิริยา 3 คือทาน ศีล ภาวนา ไปสอนเด็กตั้งแต่อนุบาล เพราะสังคมตะวันตกเป็นครอบครัวเดียว ไม่มีบุคคลหลายสถานะอยู่รวมกันในครอบครัวอย่างครอบครัวขยายของไทยในอดีตที่เป็นเวทีให้เด็กๆ ฝึกความสัมพันธ์กับผู้คนในสถานะต่างๆ ตามธรรมชาติ โดยใช้หลักการสอนและภาษาที่เข้าใจได้ง่ายว่า 1.ฝึกช่วยเหลือผู้อื่นจนเป็นนิสัย (ทาน) 2.อย่าแตะต้องตัวผู้อื่นก่อนได้รับอนุญาต (ศีล) 3.พูดแต่สิ่งดีๆ (ภาวนา หรือ สมาธิ กับปัญญา)โดยสอนให้เด็กๆ ทำ 3 สิ่งนี้ตลอดชีวิต และจัดกิจกรรมให้เด็กทำตามหลักการ 3 ข้อนี้เพื่อรู้เข้าใจและประพฤติประฏิบัติได้อย่างแท้จริง
นายอนุรักษ์ กล่าวอีกว่า สภาพสังคมไทยปัจจุบันเปลี่ยนจากครอบครัวขยาย เป็นครอบครัวเดี่ยวตามวัฒนธรรมตะวันตก โดยเฉพาะสังคมเมือง แต่การศึกษาของเราไม่ได้ปรับเปลี่ยนตามให้รองรับวัฒนะธรรมที่เปลี่ยนไปดังกล่าว จึงมีเด็กในระบบการศึกษาที่ไม่มีวุฒิภาวะสมวัย ขาดสำนึกรับผิดชอบในหน้าที่ของตนตามวัยไม่มีระเบียบวินัย ไม่ตั้งใจเรียน ไม่ตั้งใจสอบเป็นจำนวนมาก เห็นแก่ตัวและคำนึงถึงเพียงประโยชน์ส่วนตนที่จะได้รับเท่านั้น ไม่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ส่วนรวมและประโยชน์ของผู้อื่น ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่คนในระบบการศึกษาดูเสมือนจะยังไม่รู้ จึงเน้นแต่การพัฒนาระบบการเรียนการสอนแต่เพียงวิชาการ วิชาชีพ และวิชาเฉพาะเท่านั้น ขาดการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ดังในธรรมนิพนธ์ของพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เรื่อง “การศึกษาเพื่อสร้างบัณฑิต หรือการศึกษาเพื่อเพิ่มผลผลิต” และโดยเฉพาะธรรมะในพระพุทธศาสนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นหลักการศึกษาพัฒนามนุษย์โดยตรง เน้น “พัฒนามนุษย์” ไม่ใช่ “พัฒนาทรัพยากรมนุษย์” ตามที่หลายคนเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะมนุษย์เราไม่ใช่ทรัพยากรที่เป็นเครื่องมือในการพัฒนา แต่มนุษย์เป็นผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาต่างหาก
“ถ้าเราสามารถจัดให้การศึกษาพัฒนามนุษย์ มีการเรียนการสอนในเวลาหรือชั่วโมงเรียนได้โดยตรง ไม่เป็นเพียงการศึกษาเสริมนอกเวลาเรียนปกติในวันหยุดเสาร์อาทิตย์หรือช่วงปิดเทอมได้น่าจะได้ผลกว่า เพราะหากเราสามารถพัฒนาเด็กให้มีสำนึกรับผิดชอบในหน้าที่ได้แล้ว วิชาการ วิชาชีพ หรือวิชาเฉพาะต่างๆเหล่านั้นเด็กที่มีสำนึกรับผิดชอบเขาจะสามารถขวนขวายหาความรู้ได้ด้วยตนเอง พิจารณาตัวอย่างได้ จากเด็กที่เรียนเก่งซึ่งหลายโรงเรียนจัดให้รวมอยู่ในห้องเรียนของเด็กที่มีความเป็นเลิศ เป็นต้น ครูผู้สอนไม่จำเป็นต้องสอนอะไรมากเด็กในห้องเรียนเหล่านั้นก็สามารถเรียนเก่งได้” นายอนุรักษ์ กล่าวเป็นข้อเสนอปฏิรูปการศึกษาไทย

