“น้องหวาน”นักเพาะกาย ทีมชาติ ร้องปลัดยธ. ขอคุ้มครองพยาน ถูกขรก.ขู่รีดเงิน 20 ล้าน หวั่นไม่ปลอดภัย

2.10.17 | 16:53 น.

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 2 ต.ค. ที่กระทรวงยุติธรรม นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความและประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อมด้วย น.ส.สุนันท์ รัตนปรียานุช อายุ 58 ปี เจ้าของอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งใน จ.สมุทรปราการ น.ส.พรพิมล จารุไพโรจน์ และน.ส.กมลวรรณ จารุไพโรจน์ นักกีฬาเพาะกายหญิงทีมชาติไทย ลูกสาว เดินทางเข้ายื่นหนังสือขอการคุ้มครองพยานต่อนายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม จากกรณีถูกข่มขู่เรียกเงิน 5 ล้านบาท

นายสงกานต์ กล่าวว่า วันนี้เดินทางมายื่นหนังสือต่อกระทรวงยุติธรรม เพื่อติดตามสืบสวนสอบสวนกลุ่มผู้กระทำความผิด และต้องการให้เพิ่มการคุ้มครองพยาน เนื่องจากน.ส.กมลวรรณเกิดความกังวลว่าแม่และพี่สาวจะไม่ได้รับความปลอดภัย เนื่องจากคู่กรณีเป็นผู้มีอิทธิพลและเป็นคนมีสี เป็นข้าราชการในจ.สมุทรปราการ ซึ่งบางส่วนถูกย้ายออกไปแล้ว ทำเป็นขบวนการ นอกจากนี้ พอไม่ยอมจ่ายเงินตามจำนวนที่เรียกมา คือ 20 ล้านบาท ก็มีตัวกลางหรือหน้าม้ามาเจรจาต่อรองลดราคาเป็น 5 ล้านบาท จึงเห็นว่าหากปล่อยไว้จะทำให้ระบบราชการเกิดการคอร์รัปชั่นมากขึ้น จุดเริ่มต้นคือ ข้าราชการกลุ่มนี้เรียกเงิน 3 หมื่นบาท จากแม่ของน.ส.กมลวรรณ แต่แม่ไม่จ่ายเลยมากลั่นแกล้งเช่นนี้ ซึ่งตอนนี้กำลังรวบรวมพยานหลักฐาน แล้วจะนำเสนอต่อกองบังคับการปราบปรามในวันที่ 5 ต.ค.นี้ และคาดว่าในวันเดียวกันก็คงจะแถลงความคืบหน้าของเรื่องนี้ อย่งไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดและชื่อผู้กระทำผิดได้ โดยผู้ร่วมกระทำความผิดมีตำแหน่งเป็นผู้บริหารด้วย เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะออกหมายเรียก 5-6 คน ในวันที่ 5 ต.ค.นี้ และเชื่อว่ายังมีอีกหลายรายที่ได้รับความเดือดร้อนจากข้าราชการกลุ่มนี้

ด้าน นางสุนันท์ กล่าวว่า ตนอยากขอความเป็นธรรมในเรื่องนี้กับรองปลัดกระทรวงยุติธรรม จุดเริ่มต้นมาจากที่ได้เลือกช่างก่อสร้างจากอบต. เพราะมั่นใจว่าจะเป็นมืออาชีพ และเมื่อมีการก่อสร้าง ก็เริ่มมีการก่อสร้างไม่ถูกแบบ จึงรู้สึกได้ว่าเหมือนถูกวางยาในเรื่องการก่อสร้าง ซึ่งจะทำให้ตนเหมือนเป็นผู้กระทำผิด ทั้งที่ฝ่ายก่อสร้างเป็นผู้กระทำผิดในสัญญา

นายธวัชชัย กล่าวว่า ผู้ร้องทุกข์มีความเกรงกลัวในเรื่องความปลอดภัย ในวันนี้จึงมาทำเรื่องขอคุ้มครองพยาน ซึ่งในส่วนนี้กระทรวงยุติธรรมจะต้องพิจารณาว่าอยู่ในหลักเกณฑ์หรือไม่ มีการข่มขู่จริงหรือไม่ ถ้ามีจริง ก็จะมีการคุ้มครองพยาน แต่ในส่วนของคดีก็ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นคนดำเนินการต่อไป

Advertisement