รองปลัดสธ.สั่งตรวจสอบ ‘ยามะเร็ง’ หาสารออกฤทธิ์ หลังประชาชนแห่รอคิวรับแจกที่ปราจีนบุรี

3.10.17 | 13:33 น.

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวถึงกรณีประชาชนจำนวนมากแห่ไปรอคิวเพื่อรับยาสมุนไพรที่ระบุว่าช่วยผู้ป่วยมะเร็งที่จังหวัดปราจีนบุรี  ว่า  ขณะนี้ได้มอบให้ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.)ปราจีนบุรี ตรวจสอบเรื่องนี้ ซึ่งขณะนี้ได้ส่งตัวยาดังกล่าวไปยังศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ชลบุรี เพื่อตรวจสอบว่า เป็นตัวยาชนิดใด และมีสารอะไรบ้าง เพราะการระบุว่าเป็นสมุนไพรบางชนิดนั้น ตนมองว่าขอให้รอผลการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ออกมาก่อนดีกว่า ส่วนประเด็นเรื่องข้อกฎหมายนั้นก็ต้องไปพิจารณาเช่นกัน เพราะเท่าที่ทราบผู้แจกก็ไม่ได้อ้างตัวว่าเป็นการรักษา ดังนั้นจึงต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วน

“จริงๆสมุนไพรมีประโยชน์ในการรักษาเยอะ แต่ในเรื่องมะเร็งก็ต้องพิจารณาหลักฐานข้อมูลดีๆ เช่นกัน เพราะโรคมะเร็งมีหลายชนิด บางชนิดเป็นช่วงแรกๆแต่มีอาการรุนแรงก็มี ขณะที่ระยะท้ายๆแต่รักษาตัวดีๆก็มีชีวิตอยู่ได้เป็นปี ดังนั้น เมื่อป่วยเป็นมะเร็งขอให้อย่าหยุดยา ควรรักษาต่อไปจะดีกว่า เพราะไม่อยากให้เสียโอกาสการรักษา ดังนั้น เพื่อความชัดเจนต้องรอผลตรวจจากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์จังหวัดชลบุรีก่อน หากตรวจไม่ได้หรือต้องใช้เทคโนโลยีมากขึ้นก็จะส่งมาที่ส่วนกลาง คือที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ต่อไป” รองปลัดสธ.กล่าว

นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงกรณีนี้ว่า แม้ผู้แจกจ่ายแคปซูลสมุนไพรจะไม่ได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพ ทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน หรือแพทย์แผนไทย แต่จากการตรวจสอบยังไม่พบการกระทำที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้มีพฤติกรรมในการตรวจรักษา ไม่ได้มีการอ้างว่าสมุนไพรนี้สามารถรักษาโรคมะเร็งให้หายได้ จึงไม่เข้าข่ายเป็นยารักษาโรคที่จะต้องขึ้นทะเบียน และไม่ได้มีการขาย อย่างไรก็ตาม แม้นายแสงชัยจะยังดำเนินการแจกจ่ายได้ แต่ก็ต้องมีการตรวจสอบคือ เรื่องของความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ และต้องไม่มีการโฆษณาเกินจริงว่ารักษามะเร็งได้ ซึ่งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ปราจีนบุรี ได้เข้าตรวจสอบผลิตภัณฑ์ครั้งแรกก็ไม่พบการปนเปื้อนและไม่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ส่วนการตรวจสอบครั้งล่าสุดยังต้องรอผลก่อน

นพ.ปราโมทย์ กล่าวว่า สำหรับการตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ได้ผลหรือไม่ พบว่า ส่วนผสมของแคปซูลสมุนไพรดังกล่าว มีข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ และน้ำมันรำข้าว ซึ่งจากงานวิจัยพบว่า ข้าวเย็นเหนือและข้าวเย็นใต้มีสรรพคุณแอนตีออกซิแดนท์ มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ซึ่งในหลายตำรับเกี่ยวกับมะเร็งของแพทย์แผนไทยก็มีข้าวเย็นใต้เป็นส่วนผสม ส่วนน้ำมันรำข้าวก็มีแอนติออกซิแดนท์เช่นกัน และมีงานวิจัยในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองว่ามีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งตับ แต่ทั้งหมดยังไม่มีการวิจัยในคนแต่อย่างใด จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่าสามารถช่วยรักษามะเร็งได้ ทั้งนี้ ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่า แคปซูลสมุนไพรดังกล่าวไม่สามรถรักษาโรคได้ แต่อาจช่วยบำรุงสุขภาพร่างกายให้ดีขึ้น ซึ่งเท่าที่ดูจากสรรพคุณของทั้งสามตัวแล้วก็ยังไม่พบข้อเสียหรือผลข้างเคียงใดๆ และไม่น่าจะมีฤทธิ์ต้านกับการรักษาของแพทย์แผนปัจจุบัน

“โรคมะเร็งถือว่าเป็นโรคที่คนไทยป่วยจำนวนมาก ซึ่งแพทยืแผนปัจจุบันเองก็ต้องยอมรับว่ายังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ก็จะมีผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่แสวงหาการรักษาอื่นเพิ่มเติมมาดูแลสุขภาพ ซึ่งการจะมีสุขภาพที่ดีได้ก็ต้องมีความหวังด้วย ดังนั้น สิ่งที่ทางนายแสงชัยต้องดำเนินการคือ อาจต้องมีการติดประกาศให้ชัดเจนว่า สมุนไพรแคปซูลที่แจกนั้นไม่สามารถรักษามะเร็งได้ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และยังต้องรักษาควบคู่กับแพทย์แผนปัจจุบัน ส่วนประชาชนเองก็ต้องมีความตระหนักด้วย ไม่ใช่วิ่งเข้าไปรับบริการอย่างเดียว แต่ต้องรู้จักโรคของเราก่อนเหมาะสมที่จะไปรับบริการหรือไม่ และรู้เขาคือบุคคลมีใบประกอบวิชาชีพ มีความเชี่ยวชาญหรือไม่ สถานที่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ และผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานและความปลอดภัยหรือไม่” นพ.ปราโมทย์ กล่าว

Advertisement