ช้างคู่กรณีหลบเลียแผล ยังไม่สงบศึก โอกาสเกิดยก 3 ยังมี “หมอล็อต”ตกใจ “พี่งาเบี่ยงเล็ก” กลายเป็นอันธพาล

3.10.17 | 18:23 น.

กรณีเกิดเหตุการณ์ช้างพลาย 2 ตัวออกมาต่อสู้กันอย่างดุเดือด โดยงาของตัวหนึ่งเสียบติดอยู่ที่งวงของอีกตัวหนึ่ง โดยการต่อสู้ของช้าง 2 ตัวนี้ เกิดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง ในเวลาห่างกันไม่ถึง 2 สัปดาห์ โดยเวลานี้ทั้ง 2 ตัว ต่างก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งคู่ นั้น

วันที่ 4 ตุลาคม นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องนี้ได้สั่งการผ่านไปทาง นายสัตวแพทย์(นสพ.)ภัทรพล มณีอ่อน นายสัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติฯไปแล้วให้ติดตามเฝ้าระวัง ช้างทั้ง 2 ตัวนี้ และให้ดำเนินการเรื่องนี้ไปตามหลักการ หากเห็นว่าถึงเวลาที่จะต้องเข้าไปรักษาเยียวยาก็ต้องเข้าไป ซึ่งก็อยู่ที่การวินิจฉัยของหมอ แต่มีสิ่งหนึ่งเกี่ยวกับช้าง ที่ได้รับรายงานมา โดยเฉพาะที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่พบว่า ช้างหลายตัวที่เคยมีนิสัยน่ารักใจดีไม่ขี้หงุดหงิด กลับมีนิสัยเปลี่ยนไป เพราะเริ่มจะรำคาญนักท่องเที่ยว และคนที่ใช้เส้นทางผ่านอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แล้วชอบเข้าไปแหย่ช้างบ้างถ่ายรูปเซลฟี่กับช้างบ้าง ทำให้ช้างหงุดหงิดและมีอาการหวาดระแวง เมื่อเจอคนก็จะวิ่งไล่ ซึ่งอาจจะเกิดอันตรายได้

“ตอนนี้ผมจึงสั่งกากรไปยังอุทยานแห่งชาติทุกแห่งที่มีช้างป่าออกมาเดินบนถนนให้เฝ้าระวังเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งตั้งจุดตรวจตรา คุ้มครองนักท่องเที่ยว รวมตักเตือนไม่ให้นักท่องเที่ยวไปแหย่ช้าง หรือพยายามถ่ายรูปคู่กับช้าง เพราะอันตรายมาก”นายธัญญา กล่าว

นสพ.ภัทรพล กล่าวว่า 2-3 วันที่ผ่านมาสัตวแพทย์ในพื้นที่ได้เดินป่าเข้าไปดูลาดเลาช้างทั้ง 2 ตัว แต่ไม่เจอ ซึ่งคิดว่า ระยะนี้ช้างทั้ง 2 ตัวต้องเก็บตัวเพื่อรักษาตัวเองตามธรรมชาติ คือ เอาน้ำ เอาดินโป่งมาโปะตามตัวเพื่อรักษาแผล และกินเถาวัลย์บางชนิดที่ช้างจะรู้โดยธรรมชาติว่าสามารถรักษาอาการอักเสบจากบาดแผลตามร่างกายได้

Advertisement

“ตอนนี้ยังเป็นระยะที่ช้างทั้ง 2 ตัวยังมีความคิดที่จะต่อสู้กันอยู่ หากเข้าไปรักษาตัวใดตัวหนึ่งเวลานี้ อีกตัวหนึ่งเกิดมาเจอเข้า ก็จะเกิดอันตรายขึ้นได้ คาดว่า กว่าทั้ง 2 ตัวจะรักษาตัวเองให้หายอาจต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือน หลังจากหายแล้ว หากทั้งคู่มาเจอกันอีกก็มีโอกาสที่จะสู้กันอีกยกที่ 3 “นสพ.ภัทรพล กล่าว
เมื่อถามว่า ช้างทั้ง 2 ตัวมีโอกาสตาย จากอาการบาดเจ็บสาหัสหรือไม่ นสพ.ภัทรพล กล่าวว่า ก็มีโอกาสถ้าแผลอักเสบจนติดเชื้อบาดทะยักก็จะตายได้ภายใน 1 เดือน อย่างไรก็ตามสิ่งที่สัตวแพทย์ในพื้นที่ต้องจับตามองคือ หากช้างตัวใดตัวหนึ่ง หรือทั้งคู่ บาดเจ็บหนักจนทนไม่ไหว ก็จะออกจากที่ซ่อนมาอยู่ในพื้นป่าเปิดเพื่อขอรับความช่วยเหลือจากคนเอง ถึงเวลานั้น ถึงจะเข้าไปรักษาอาการบาดเจ็บให้ช้างได้

เมื่อถามอีกว่า สาเหตุที่แท้จริงที่ช้างทั้ง 2 ตัวนี้สู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายเพราะต้องการเป็นจ่าฝูงใช่ไหม นายสัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติฯกล่าว ว่า ช้างทั้ง 2 ตัวนี้เป็นช้างตัวผู้ และเป็นช้างโทน ไม่มีโขลง ไม่ได้แย่งกันเป็นจ่าฝูงแน่นอน คนมักจะเข้าใจผิดว่าจ่าโขลงช้างจะเป็นช้างตัวผู้ แต่ที่จริงแล้ว จ่าโขลงคือช้างตัวเมีย ซึ่งในโขลงจะมีจ่าโขลง และรองจ่าโขลงเป็นช้างตัวเมียทั้งคู่ โดยจะทำหน้าที่ จ่าโขลงไปตลอดชีวิต เมื่อจ่าโขลงตายรองจ่าโขลงก็จะขึ้นมาทำหน้าที่แทน

“สาเหตุที่ของการต่อสู้ครั้งนี้ น่าจะมาจาก 2 เหตุหลัก คือ การแย่งชิงอาณาเขตหากิน หรือไม่ก็แย่งตัวเมียกัน”นสพ.ภัทรพล กล่าว
นสพ.ภัทรพล กล่าวว่า อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับช้างที่น่าเป็นห่วงมากในเวลานี้คือ พฤติกรรมของช้างเขาใหญ่ที่เปลี่ยนไปเพราะความหวาดระแวงผู้คนที่ชอบไปแหย่มัน โดยช้างที่เคยมีนิสัยสุภาพเรียบร้อย ตอนนี้เริ่มกลายเป็นช้างเกเร ขี้หงุดหงิด เห็นรถแล้ววิ่งไล่ตามทันที

“ที่เห็นได้ชัดเลย คือ พี่งาเบี่ยงเล็ก ตัวที่เคยถูกแหย่ ถูกถ่ายเซลฟี่จากนักวิ่ง 2 คน เวลานี้กลายเป็นช้างขี้หงุดหงิดไปแล้ว รวมทั้งพี่เสงี่ยม ช้างใหญ่ใจดี พี่งาเดียว พี่ด้วน พี่งาทอง ซึ่งล้วนแต่เป็นช้างอารมณ์ดีใจดีทั้งหมด แต่ตอนนี้พอเห็นรถแล้วเริ่มหางชี้หงุดหงิดขึ้นมาทันที เพราะถูกแหย่มาก จนไม่ค่อยไว้ใจใครอีก น่าตกใจมาก หลังจากนี้คงต้องเข้าไปปรับพฤติกรรมให้พวกพี่กลับมามีพฤติกรรมเป็นช้างใจดีน่ารักเหมือนเดิม แต่ระหว่างนี้ต้องขอความร่วมมือกับทุกคนว่า เห็นช้างแล้ว อย่าพยายามเข้าใกล้ อย่าไปแหย่ แต่ให้อยู่ห่างให้มากที่สุด เพราะเราไม่รู้อารมณ์ช้าง อาจจะเข้ามาทำอันตรายได้”นสพ.ภัทรพล กล่าว