ตระเวนลักกล้องงาน’อีเวนต์-กีฬา’ ค้นบ้านพักเจอเลนส์ช่อง7ราคา7.5แสน โดนฉกงานแข่งวอลเล่ย์

5.10.17 | 15:38 น.

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 5 ตุลาคม พล.ต.ต.ดุสิต สมศักดิ์ ผบก.น.6 พ.ต.อ.ภพธร จิตหมั่น ผกก.สน.ปทุมวัน พ.ต.ท.อาทิตย์ ซิ้มเจริญ รอง ผกก.สส. และพ.ต.ต.เอกรินทร์ อุปเวช สว.สส. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน จับกุม นายเกรียงไกร ทรัพย์มากมี อายุ 43 ปี ชาว จ.ลพบุรี พร้อมเสื้อผ้าที่ใส่วันก่อเหตุ เลนส์กล้องวิดีโอ ตั๋วจำนำ หลังก่อเหตุลักกล้องวิดีโอและอุปกรณ์กล้องตามงานแถลงข่าว ล่าสุดได้ก่อเหตุลักเลนส์กล้องถ่ายทอดสด มูลค่า 7.5 แสนบาท ของสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ในงานแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอล แชมป์กีฬา 7 สี อุดมศึกษา 2017 เมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา

หลังจากตำรวจได้รับแจ้งว่าคนร้ายตระเวนก่อเหตุลักทรัพย์หลายท้องที่ กระทั่งเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา นายกฤษ(สงวนชื่อและนามสกุล) ผู้เสียหาย เดินทางเข้าแจ้งความหลังกล้องถ่ายภาพหายไปในงานแถลงข่าวที่จัดขึ้นที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านราชประสงค์ ตำรวจจึงตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบนายเกรียงไกร สวมหมวกปิดบังใบหน้าแต่งกายปะปนกับคนที่มาร่วมงานมีพฤติกรรมเดินเข้าออกภายในงาน และจุดที่กล้องหายหลายครั้ง จึงขออนุมัติหมายจับตามภาพวงจรปิด ก่อนจะสืบสวนทราบว่านายเกรียงไกร อาศัยอยู่ในบ้านพักด้านหลังเรือนจำคลองเปรม จึงนำกำลังเข้าจับกุม และขยายผลไปยังบ้านพักพบ เลนส์กล้องยี่ห้อ fujinon มูลค่า 7.5 แสนบาท ของช่างภาพช่อง7 ที่หายไปหลังจากการถ่ายทอดสดวอลเล่ย์บอล ก่อนทางช่างภาพจะไปแจ้งความในท้องที่ สภ.เมืองนนทบุรี

ด้าน นายกฤษ กล่าวว่า ทำงานเป็นช่างภาพอิสระ วันเกิดเหตุรับจ้างถ่ายงานอีเว้นในห้างสรรพสินค้า กระทั่งประมาณ 19.00 น. พบว่ากล้องที่วางไว้หายไป จึงเข้าแจ้งความ และเมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดเห็นคนร้ายมีพฤติกรรมน่าสงสัย จึงได้แชร์ข้อมูลทางโซเชียลให้ช่วยติดตามตัว

ส่วนนายพิษณุ โคตรบุรี อายุ 33 ปี พนักงานบริษัทเอกชน หนึ่งในผู้เสียหาย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ไปถ่ายภาพงานแห่งหนึ่ง ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตต์ กระทั่งวันสุดท้าย กล้องและโน้ตบุ๊กหายไป จึงตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในงานพบคนร้ายทำทีเดินเข้ามาในงานล่วงหน้า 2 วันก่อนวันสุดท้ายที่จัดงาน และกำลังเก็บของกลับบ้าน คนร้ายสวมหมวกสีฟ้า ปิดบังใบหน้า และไม่มองขึ้นมาด้านบนเพื่อหนีการถูกกล้องวงจรปิดจับภาพได้ เดินเข้ามาในจุดที่พวกตนอยู่ ก่อนดึงกระเป๋าที่ใส่กล้อง โน้ตบุ๊ก และไอแพด มูลค่ารวม 1 แสนบาทออกไป จึงแจ้งความไว้ที่สน.ลุมพินี ก่อนทราบว่าคนร้ายถูกจับได้ที่สน.ปทุมวัน จึงเดินทางมาชี้ตัว เบื้องต้นพบหลักฐานเป็นหมวกสีฟ้าตรงกับวันที่ก่อเหตุ

Advertisement

จากการสอบสวน นางเอ (นามสมมุติ) พนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ภรรยาผู้ต้องหา ให้การว่า ไม่ทราบว่าสามีก่อเหตุลักทรัพย์ เพราะทุกเช้าจะออกไปส่งตนเพื่อทำงานและจะพบกันอีกครั้งในช่วงเย็น เคยเห็นสามีเอากล้องกลับมาบ้านแต่ไม่ได้สงสัยอะไรเพราะสามีบอกว่าซื้อมาด้วยเงินจากที่ทำงาน กระทั่งช่วงเช้าที่ผ่านมาสามีถูกตำรวจจับจึงทราบเรื่อง อย่างไรก็ตามสามีเคยก่อเหตุลักษณะนี้มาแล้วและเคยถูกจับกุม แต่ไม่คิดว่าจะหวนกลับมาก่อเหตุอีก

พ.ต.อ.ภพธร เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบประวัติคนร้ายเคยก่อเหตุในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง มีหมายจับในท้องที่ สน.ปทุมวัน 2 หมาย สน.ประชาชื่น 1 หมาย และสน.บางซื่อ 1 หมาย ในข้อหาลักทรัพย์ ทั้งยังเคยถูกดำเนินคดีในข้อหาเดียวกันเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ส่วนทรัพย์สินที่ได้จะนำไปขายที่ร้านแห่งหนึ่งในห้างสรรพสินค้าย่านปทุมวัน นำเงินที่ไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ด้าน พล.ต.ต.ดุสิต เปิดเผยว่า คนร้ายมีความเชี่ยวชาญในการก่อเหตุ ลงมือมาหลายครั้ง จากการสอบสวนทราบว่าคนร้ายจะลงมือตอนที่ผู้เสียหายเผลอหรือกำลังเก็บของ สาเหตุที่เลือกกล้องเพราะเป็นส่วนที่สามารถแยกชิ้นส่วน หากลักไปก็ไม่ผิดสังเกต คนร้ายได้นำบัตรประชาชนของผู้เสียหายไปใช้เป็นหลักฐานในการจำนำทรัพย์สินที่ได้ด้วย อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบพบว่าคนร้ายนำของไปขายให้ร้านค้าย่านปทุมวันและสะพานเหล็ก เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายและเล่นการพนัน

พล.ต.ต.ดุสิต กล่าวต่อว่า อยากให้ประชาชนทุกคนระมัดระวังทรัพย์สินและของมีค่า เพื่อป้องกันคนร้ายก่อเหตุ ทางร้านที่รับซื้อต้องโดนข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจรอีกด้วย จึงควรระมัดระวังในการรับซื้อสินค้า เบื้องต้นแจ้งข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืน อย่างไรก็ตามผู้เสียหายได้ทยอยเดินทางมาที่สน.ปทุมวันเพื่อตรวจสอบทรัพย์สินและชี้ตัวคนร้ายแล้ว