เหตุปล้นอุกอาจ 5 ชายชุดดำ สวมหมวกไอ้โม่งปิดบังใบหน้าใช้อาวุธปืนดักปล้นเงินสกุลเยน จำนวนมากถึง 197.96 ล้านเยน คิดเป็นเงินไทย 59,388,000 บาท กับรถกระบะยี่ห้อฟอร์ด เรนเจอร์ สีส้ม ทะเบียนป้ายแดง ส 5178 กรุงเทพมหานคร ไปจากลานจอดรถ ชั้น 5 อาคารรัชดา พาวิเลี่ยน ซอยรัชดาภิเษก 30 แยก 5 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น.
วันที่ 2 ตุลาคม
จากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่าผู้เสียหายคือ นายภัทริศ หรือโตโต้ แต้รัตนชัย อายุ 34 ปี กรรมการบริษัทจีแอนด์จี สโตนส์ จำกัด ประกอบกิจการจำหน่ายจิวเวลรี และขณะเกิดเหตุ ได้ให้ นายสุวิทย์ แต้รัตนชัย น้องชาย กับ นายณรงค์ สวัสดิ์ผล ลูกจ้าง นำเครื่องเพชรไปขายให้กับลูกค้าที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 30 กันยายน
กระทั่งเดินทางกลับมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อเวลา 21.30 น. วันที่ 2 ตุลาคม โดยนายภัทริศมอบหมายให้ นายกิตติพงษ์ พึ่งยิ้ม และ นายจิรภัสส์ พิทักษ์กิจวัฒน์ ลูกจ้าง ขับรถยนต์ไปรับนายณรงค์ชัย ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ส่วนนายสุวิทย์อยู่ประสานกับลูกค้าที่ประเทศญี่ปุ่น
และเมื่อถึงสนามบินสุวรรณภูมิ นายณรงค์ชัยมอบกระเป๋าเงินสดค่าจิวเวลรี 197.96 ล้านเยน ให้กับนายจิรภัสส์และนายกิตติพงษ์ ก่อนขอแยกตัวกลับ เนื่องจากภรรยามารับที่สนามบิน
จากนั้น นายจิรภัสส์นำเงินสดใส่ในรถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับบลิว สีขาว ทะเบียน 4 กบ 7806 กรุงเทพมหานคร ส่วนนายกิตติพงษ์ขับรถกระบะยี่ห้อฟอร์ด ทะเบียนป้ายแดง ส 5179 กรุงเทพมหานคร นำหน้า เพื่อนำเงินมาส่งมอบให้กับนายภัทริศ ที่อาคารรัชดา พาวิเลี่ยน
แต่ขณะรถทั้ง 2 คันจอดที่ชั้น 5 ลานจอดรถ อาคารรัชดา พาวิเลี่ยน ได้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เมื่อคนร้ายชุดดำ สวมหมวกไอ้โม่งสีดำ ใช้อาวุธปืนเข้าปล้นเงินสด โดยใช้เชือกมัดมือเท้า และนำกระสอบคลุมศีรษะและร่างกาย ชิงเอาเงินสดและรถกระบะยี่ห้อฟอร์ด หลบหนีไป
หลายคำถามตามมาหลังเหตุปล้น คนร้ายรู้ได้อย่างไรว่ารถทั้ง 2 คัน ขนเงินสดมากถึง 197.96 ล้านเยน มาที่อาคารรัชดา พาวิเลี่ยน ที่ผู้เสียหายพักอยู่ และรู้ได้อย่างไรว่า รถขนเงินและรถนำทางทั้ง 2 คัน จะขึ้นไปจอดที่ชั้น 5 และที่สำคัญการเข้าออกตัวอาคารต้องใช้คีย์การ์ด จึงผิดสังเกตว่าคนร้ายเข้าไปอย่างไร?!!
หลังเกิดเหตุ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช รรท.ผบช.น. เข้าประชุมคลี่คลายคดีร่วมกับทีมพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน โดย พล.ต.ท.ชาญเทพเผยว่า เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามรถกระบะยี่ห้อฟอร์ด เรนเจอร์ สีส้ม ของผู้เสียหายที่คนร้ายชิงไปด้วย และเพียงข้ามวันก็พบจอดทิ้งไว้บริเวณถนนเลียบ รฟม.ขาเข้า ใกล้แยกผังเมือง แขวงและเขตห้วยขวาง
“การทำธุรกรรมดังกล่าวไม่มีคนอื่นรู้นอกจากในกลุ่มเขาเอง นอกจากนี้ ตั้งประเด็นปล้นทรัพย์ไว้เป็นประเด็นหลัก แต่ยังไม่ทิ้งประเด็นธุรกิจ ปกตินอกจากพยาน 3 คน (ทำหน้าที่ขนเงิน) การเคลื่อนย้ายเงินยังมีคนอื่นมาทำบ้าง โดยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกลุ่มที่รับขนเงินให้ผู้เสียหายที่เคยทำงานด้วย เนื่องจากการทำธุรกิจเหล่านี้กับจำนวนเงินขนาดนี้จะปิดเป็นความลับ จะรู้กันเพียงไม่กี่คน แต่ประเด็นขัดแย้งทางธุรกิจจากการสอบถามผู้เสียหายยังไม่พบ แต่ก็ยังไม่ทิ้ง เหตุดังกล่าวไม่ยากและไม่ซับซ้อน คาดว่าจะตามจับคนร้ายได้ไม่ยาก” รรท.ผบช.น.ตั้งข้อสังเกต คล้ายส่งสัญญาณเป็นนัยว่า คนร้ายน่าจะอยู่ไม่ไกลตัวผู้เสียหาย?!!
นอกจากนี้ รรท.ผบช.น. สั่งการให้ทีมสืบสวน นำคดีเก่าตั้งแต่ปี 2554 ท้องที่ สน.บางรัก เหตุปล้นนักธุรกิจรับแลกเปลี่ยนเงินตราชาวอินเดียกว่า 50 ล้านบาท มาเปรียบเทียบ เนื่องจากมีพฤติการณ์คล้ายกัน
ย้อนรอยคดีปล้นนักธุรกิจรับแลกเปลี่ยนเงินตราชาวอินเดีย เป็นเงินตราต่างชาติหลายสกุล คิดเป็นเงินไทยกว่า 50 ล้านบาท เหตุเกิดวันที่ 30 ธันวาคม 2554 ขณะ นายอับดุลลา ราฮูมาน เศรษฐีแลกเปลี่ยนเงินตราชาวอินเดีย วัย 52 ปี ขับรถยนต์ส่วนตัวพร้อมภรรยาและลูก ออกจากบ้านพักย่านตลาดสี่พระยา ถนนนเรศ แขวงสี่พระยา เขตบางรัก ได้แค่ 200 เมตร ก็ถูกดักปล้น
แก๊งคนร้ายขับรถกระบะสีดำปาดหน้า บังคับให้หยุดรถ และมีรถกระบะอีกคันจอดปิดท้าย ป้องกันการหลบหนี ก่อนใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้เปิดฝากระโปรงท้ายรถยนต์ และนำกระเป๋าใส่เงินสด 7 ใบใหญ่ ภายในมีเงินสดกว่า 50 ล้านบาท ขึ้นรถหลบหนีไป
คำถามที่ตามมาคือ คนร้ายรู้ได้อย่างไรว่า เศรษฐีชาวอินเดียนำกระเป๋าใส่เงินสด 50 ล้านบาท เก็บไว้ในรถยนต์?!!
ข้อสันนิษฐานหนึ่งของเจ้าหน้าที่คือ คนร้ายน่าจะเป็นคนวงใน หรือคนใกล้ตัวผู้เสียหาย
หลังเกิดเหตุ พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.น. สั่งการ พล.ต.ต.สุเมธ เรืองสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.วัลลภ ประทุมเมือง ผบก.น.6 พ.ต.อ.สมบัติ มิลินทจินดา รอง ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.สุวิชชา จินดาคำ ผกก.สส.บก.น.6 พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.บช.น. พ.ต.อ.เอกชัย บุญวิสุทธิ์ ผกก.สน.บางรัก พ.ต.ท.สมบูรณ์ สุขศรีดาวเดือน สว.กก.3บก.สส.บช.น. และชุดสืบสวน (ยศและตำแหน่งขณะนั้น) ระดมกำลังสืบสวนจับกุมคนร้ายที่คาดว่าคนมีสีเข้าไปเกี่ยวข้อง
กล้องวงจรปิดใกล้ที่เกิดเหตุ และเส้นทางที่คนร้ายหลบหนี ถูกตรวจสอบอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่เน้นตรวจหาตำหนิรถกระบะยี่ห้อนิสสันแบบแวน สีแดง สภาพเก่า และรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ สีดำ แบบ 4 ประตู ของคนร้าย จนกระทั่งพบกล้องวงจรปิดของร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งจับภาพรถกระบะของคนร้าย และภาพผู้ต้องสงสัยขณะลงจากรถได้ 2 คน ใกล้จุดเกิดเหตุก่อนลงมือปล้น
ขณะเดียวกันชุดสืบสวนได้เบาะแสจากสายลับที่เคยได้รับการติดต่อจากกลุ่มคนร้ายให้หาเพื่อนมาร่วมแก๊งปล้น โดยมีข้อมูลว่าแก๊งปล้นเงินกลุ่มนี้เคยถูกปล้นเงินตราต่างประเทศแถวๆ สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อ 2 ปีก่อน หรือประมาณปี 2554
ชุดสืบสวนสืบค้นข้อมูลคดีปล้นในห้วงเวลานั้น พบว่าผู้เสียหายคือ นายจิตรภาณุ หรือ ทิ วัฒนศศิโรจน์ อายุ 43 ปี เคยทำธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรา และพบว่านายจิตรภาณุ ติดต่อกับ นายกิตติชัย หรือหนุ่ย สองเมือง อายุ 46 ปี ที่อ้างตัวเป็น รอง ผกก.สส.บก.น.7 ให้หาทีมปล้น
เมื่อแน่ชัดแล้ว เจ้าหน้าที่จึงขอหมายจับและเข้าจับกุมนายกิตติชัย พร้อมเงินสกุลต่างประเทศจำนวนมาก และเครื่องแบบตำรวจยศ พ.ต.ท. หมวกสายตรวจ และบัตรข้าราชการตำรวจปลอม ระบุชื่อ พ.ต.ต.กิตติชัย สองเมือง ตำแหน่ง รอง ผกก.สส.บก.น.7 และ รอง ผกก.สส.บช.ภ.7
นายกิตติชัยเปิดปากรับว่า ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยรู้จักสนิทสนมกับนายจิตรภาณุ ระยะหลังนายจิตรภาณุเล่นพนันเสียเงินจำนวนมาก จึงติดต่อให้ช่วยหาทีมปล้นเงิน
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมนายจิตรภาณุ นายพัลลภ หรือลพ คชวงษ์ อายุ 38 ปี นายวิชัย หรือโล่ โล่ห์บัณฑิตสกุล อายุ 45 ปี และนายอุดม หรือคิว ยิ้มพรธนา อายุ 43 ปี
นอกจากนี้ ยังมีคนร้ายที่หลบหนีอีก 3 คน คือ ส.ท.อุตรพงษ์ หรือกุ้ง กางนอก อายุ 21 ปี ส.ท.วีรยุทธ หรือเอ งามเขียว อายุ 24 ปี และนายชวนชม หรืออ้วน ศรีจันทร์ อายุ 29 ปี
แล้วข้อสันนิษฐานก็มาถูกทาง เมื่อหัวหน้าแก๊งปล้น เคยทำธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ อยู่ในแวดวงเดียวกับเศรษฐีชาวอินเดีย
เช่นเดียวกับคดีปล้นเงิน 197.96 ล้านเยน ที่เงินเยนกลายเป็นเงินร้อน และสุดท้ายหนึ่งในไอ้โม่งดำที่เป็นตัวการคือ นายณรงค์ชัย สวัสดิผล ลูกจ้างของเสี่ยค้าเพชร ที่ถือเงินมาจากประเทศญี่ปุ่น และขอแยกตัวกลับไปก่อน!!

