เมื่อวันที่ 7ตุลาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พนักงานสอบสวน สน.พหลโยธินร่วมกันควบคุมตัวนายณรงค์ชัย หรือจั๊ว สวัสดิผล อายุ 32 ปี นายชวลิต หรือริด เจริญผล อายุ 31 ปี นายสุรศักดิ์ หรือกิ๊ก ศรีฑะวงศ์ อายุ 35 ปี นายพงษ์ศักดิ์ หรือคริส ปิตศิริพันธ์ อายุ 31 ปี นายกฤษดา หรือแวน อัตถาเวช อายุ 30 ปี และนายศรายุทธ หรือไก่ ฤทธิชัยนุวัตร อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาคดีร่วมกันปล้นเงินเยน มายื่นคำร้องฝากขังต่อศาลครั้งแรก
โดยระบุในคำร้องสรุปว่าเมื่อเวลาประมาณ 23.30 น. คืนวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้ต้องหากับพวกที่ยังหลบหนีได้ร่วมกันปล้นทรัพย์จากนายภัทริศ หรือโตโต้ แต้รัตนชัย อายุ 34 ปี นักธุรกิจซื้อขายทองคำแท่งและส่งออกเครื่องเพชรไปญี่ปุ่น ได้เงินสดเป็นสกุลเงินเยน 196 ล้านเยน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 60 ล้านบาท รถกระบะฟอร์ดเรนเจอร์ สีส้มทะเบียนป้ายแเดง ส 5179 กรุงเทพมหานคร ไปจากบริเวณลานจอดรถ ชั้น 5 บี คอนโดฯรัชดาพาวิลเลี่ยน กทม. หลบหนีไป ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ขออนุมัติหมายจับศาลอาญาสืบสวนสอบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้ พร้อมของกลางหลายรายการ ส่งพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธินดำเนินคดีข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธและใช้ยานพาหนะฯ ร่วมกันทำร้ายผู้อื่นฯ กระทำผิด พ.ร.บอาวุธปืนฯ

ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนยังต้องสอบปากคำพยานอีก 7 ปาก รอผลการตรวจสอบประวัติอาชญากร รอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง และอื่นๆ ด้วยความจำเป็นดังกล่าว จึงขอฝากขังผู้ต้องหาทั้งหมดไว้ 12 วันตั้งแต่วันที่ 7-18 ตุลาคมนี้ ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกัน เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ อัตราโทษสูง เกรงผู้ต้องหาจะหลบหนี ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้านจึงอนุญาตให้ฝากขังได้
ด้าน พ.ต.อ.ยรรยง สันติปรีชาวัฒน์ ผกก.สน.พหลโยธิน กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าก่อนฝากขัง ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ชี้จุดที่เกิดเหตุโดยจุดแรกเป็นคอนโดมิเนียมที่คนร้ายเช่าไว้และร่วมกันวางแผนปล้นทรัพย์ จุดที่ 2 เป็นจุดที่คนร้ายซื้ออุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำความผิดและจุดที่คนร้ายนำเงินไปรวบรวมไว้ ทั้งนี้ เพื่อความสมบูรณ์ของรูปคดี ส่วนคนร้ายที่ร่วมขบวนการ ซึ่งยังหลบหนีนั้น มีข้อมูลอยู่ระดับหนึ่งแต่ต้องรอความชัดเจน ความเชื่อมโยงของคดีเพื่อจะได้ขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับต่อไป ซึ่งเชื่อจะมีข่าวดีในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ เกรงว่าจะหลบหนี ต่อมาญาติผู้ต้องหาทั้งหมดยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์คนละ 350,000 บาท ขอปล่อยชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม ศาลพิเคราะห์ความหนักเบาของข้อหา และพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพโดยตลอด ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกัน เพราะเป็นคดีอุกฉกรรจ์ อัตราโทษสูง เกรงจะหลบหนี ในชั้นนี้จึงไม่อนุญาตปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งหก ยกคำร้อง ต่อมาเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปควบคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯต่อไป

